อินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน
Bookmark and Share
Bookmark and Share

วันพฤหัสบดีที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2553

ไขปม!คำวินิจฉัยส่วนตน ทำไม "2 ผู้พิพากษา" ศาลฎีกาฯฟันธงต้องยึดทรัพย์ "ทักษิณ"เรียบวุธ 76,000 ล้าน


นายไพโรจน์ วายุภาพ


นายกำพล ภู่สุดแสวง

วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2553 เวลา 21:06:22 น.  มติชนออนไลน์

ไขปม!คำวินิจฉัยส่วนตน ทำไม "2 ผู้พิพากษา" ศาลฎีกาฯฟันธงต้องยึดทรัพย์ "ทักษิณ"เรียบวุธ 76,000 ล้าน

หมายเหตุ"มติชนออนไลน์"- เป็นบางส่วนของคำวินิจฉัยส่วนตนของนายไพโรจน์ วายุภาพ รองประธานศาลฎีกาและ นายกำพล ภู่สุดแสวง ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา 2 ผู้พิพากษาในองค์คณะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งตัดสินคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กว่า 46,000 ล้านบาท โดยผู้พิพากษาทั้ง 2 รายดังกล่าวมีความเห็นว่า ควรยึดทรัพย์ ทั้งหมด 76,000  ล้านบาท ของพ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ณ ป้อมเพชร อดีต ภรรยา ด้วยเหตุผล 2 ประการ


ประการแรก  ไม่จำต้องแยกทรัพย์สินที่พ.ต.ท.ทักษิณและผู้คัดค้านที่ 1 มีอยู่ก่อนที่พ.ต.ท.ทักษิณ จะเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีออกไปแต่อย่างใด เพราะมิฉะนั้นจะกลายเป็นว่า เมื่อพ.ต.ท.ทักษิณดำเนินการที่ต้องห้ามโดยแจ้งชัด และเมื่อได้รับการไต่สวนโดยกระบวนการทางศาลโดยชอบแล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ ตามข้อกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ร่ำรวยผิดปกติ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับได้รับทรัพย์สินที่เป็นฐานที่ใช้ในการกระทำผิดกลับคืนไป ย่อมจะไม่อาจบรรลุเจตนารมณ์ของการให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเนื่องจากการ ร่ำรวยผิดปกติได้เลย


 ประการสอง  พ.ต.ท.ทักษิณกับผู้คัดค้านที่ 1(คุณหญิงพจมาน) ใช้หุ้นของบริษัทชินคอร์ปฯ เป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์ให้แก่บริษัทชินคอร์ปฯ ตลอดมา มิใช่เพียงแต่ถือหุ้นโดยฝ่าฝืนต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายเท่านั้น แต่ได้ใช้หุ้นที่พ.ต.ท.ทักษิณกับผู้คัดค้านที่ 1 ถือครองอยู่เป็นปัจจัยสำคัญในการแสวงหาผลประโยชน์ หาก คืนส่วนที่พ.ต.ท.ทักษิณกับผู้คัดค้านที่ 1 อ้างว่า  มีอยู่ก่อนที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้แก่พ.ต.ท.ทักษิณกับผู้คัดค้านที่ 1 ยอมขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ส่งผลให้ผู้ที่ละเมิดต่อรัฐธรรมนูญและบทบัญญัติแห่งกฎหมายเช่นเดียวกับพ.ต.ท.ทักษิณไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย


ต่อไปนี้เป็นรายละเอียดของเหตุผลในคำวินิจฉัยส่วนตนของผู้พิพากษาทั้ง2 คน

------------------------------------------


นายไพโรจน์ วายุภาพ รองประธานศาลฎีกา


การกระทำอันไม่สมเหตุสมผลและมิชอบด้วยกฎหมายเป็นการเอื้อประโยชน์แก่ ตนเองในระหว่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาตลอดดังที่ได้วินิจฉัยไปข้างต้น และในระหว่างที่พ.ต.ทงทักษิณ เป็นหัวหน้ารัฐบาลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้เสนอกฎหมายแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544  จนผ่านการเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา และออกเป็น พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 ซึ่งได้แก้ไข (1)  ของมาตรา 8 วรรคสามแห่ง พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม  เป็นผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมต้องมิใช่เป็นคนต่างด้าวตามกฎหมายว่าด้วยการ ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และไม่มีบทบัญญัติให้ต้องมีกรรมการไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนกรรมการทั้งหมด และผู้มีอำนาจกระทำการผูกพันนิติบุคคลนั้นต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย


พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 ที่ได้แก้ไขได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันศุกร์ที่ 20 มกราคม 2549 มีผลใช้บังคับในวันเสาร์ที่ 21 มกราคม 2549 ต่อมาวันที่ 23 มกราคม 2549  พ.ต.ท. ทักษิณได้รวบรวมหุ้นจำนวน 1,419,490,150 หุ้น ขายให้แก่กลุ่มเทมาเส็กแห่งประเทศสิงคโปร์ได้จำนวนเงินสุทธิหลังจากหักค่า ใช้จ่ายแล้วรวม 67,722,880,932.05 บาท และตั้งแต่ปี 2546 ถึงปี 2548 บริษัทชินคอร์ปจ่ายเงินปันผลตามหุ้นจำนวนดังกล่าวเป็นเงิน 6,898,722,129 บาท รวมเป็นเงินที่ได้รับเนื่องจากหุ้นดังกล่าวทั้งหมด 76,621,603,061.05 บาท


ประกอบกับผู้ถูกกล่าวหาซึ่งมีภาระการพิสูจน์ว่า ทรัพย์หรือเงินที่ได้มาดังกล่าวนั้นมิได้เป็นทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นผิดปกติหรือ เกิดขึ้นจากการร่ำรวยผิดปกติตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 81 วรรคสอง พ.ร.บ.บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 35 วรรคหนึ่ง นั้นก็ไม่สามารถที่จะพิสูจน์ให้รับฟังได้ว่าเงินที่ได้รับเนื่องจากหุ้นทั้ง หมดดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นจากความร่ำรวยผิดปกติ


ดังนั้นเงินดังกล่าวพร้อมดอกผลทั้งหมดจึงถือ ได้ว่า เป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยไม่สมควรสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติการตามหน้าที่หรือ ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ และเป็นการได้มาเนื่องจากการกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคล กับประโยชน์ส่วนรวม โดยเป็นทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นผิดปกติหรือร่ำรวยผิดปกติโดยไม่สมควรสืบเนื่องจาก การปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีหรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่นายกรัฐมนตรีของ พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งจะต้องตกเป็นของแผ่นดินเนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณร่ำรวยผิดปกติ โดยเงินที่ได้จากการขาย หุ้นบริษัทชินคอร์ปและเงินปันผลที่ได้รับเนื่องจากการถือหุ้นบริษัทชินคอร์ ปซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควรเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้ อำนาจในตำแหน่งหน้าที่นายกรัฐมนตรีของพ.ต.ท.ทักษิณ และจะต้องมีคำสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินเสียทั้งสิ้น


ทั้งนี้ตามประกาศคณะปฏิรูการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 ประกอบพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 80 และมาตรา 81

 

ส่วนในปัญหาที่ว่า ทรัพย์สินของพ.ต.ท.ทักษิณที่มีอยู่ก่อนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมีจำนวน เท่าใด และจะต้องนำมาหักออกจากทรัพย์สินที่จะต้องตกเป็นของแผ่นดินก่อนหรือไม่นั้น


 เห็นว่า มูลเหตุและทรัพย์สินที่คณะกรรมการตรวจสอบได้ชี้มูลความผิดและที่ผู้ร้อง (อัยการสูงสุด)ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมืองมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตามคำร้องตกเป็นของแผ่นดินนั้นเกี่ยวกับเรื่อง ที่ในระหว่างที่พ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีพ.ต.ท.ทักษิณ มีพฤติกรรมที่มีทรัพย์เพิ่มขึ้นผิดปกติหรือร่ำรวยผิดปกติโดยพ.ต.ท.ทักษิณ และผู้คัดค้านที่ 1 (คุณหญิงพจมาน)คู่สมรสยังคงร่วมกันถือหุ้นบริษัทชินคอร์ปที่มีการถือครองมา ก่อนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และได้มีการร่วมกัน ดำเนินการในรูปแบบต่างๆ เพื่อทำให้เห็นว่าพ.ต.ท.ทักษิณและผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ได้ถือครองหุ้นบริษัทชินคอร์ปและมิได้เกี่ยวข้องกับบริษัทดังกล่าวอีก แล้วมาตั้งแต่ก่อนที่ผู้ถูกกล่าวหาจะเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี


เมื่อพ.ต.ท.ทักษิณเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีออกมาตรการในรูปแบบต่างๆ กันไปเพื่อเป็นการเอื้อประโยชน์แก่กิจการในเครือบริษัทชินคอร์ปที่พ .ต.ท.ทักษิณและผู้คัดค้านที่ 1 คู่สมรสยังคงถือครองหุ้นอยู่ดังกล่าวต่อเนื่องมาจนกระทั่งได้มีการรวบรวม หุ้นบริษัทดังกล่าวขายออกไปทั้งหมด ซึ่งเป็นผลให้พ.ต.ท.ทักษิณได้รับเงินค่าขายหุ้นและผลประโยชน์จากการถือครอง หุ้นคือเงินปันผล ผู้ร้องจึงได้ร้องขอให้เงินดังกล่าวพร้อมดอกผลทั้งหมดอันได้รับมาสืบเนื่อง จากการถือครองหุ้นดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ และผู้คัดค้านที่ 1 เป็นฝ่ายที่มีภาระการพิสูจน์ว่า เงินที่ได้มาดังกล่าวมิได้เป็นทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติหรือเกิดจากการ ร่ำรวยผิดปกติ


แต่พ.ต.ท.ทักษิณและผู้คัดค้านที่ 1 กลับคัดค้านปฏิเสธว่า มิใช่หุ้นหรือเงินหรือทรัพย์สินของพ.ต.ท.ทักษิณและผู้คัดค้านที่ 1 ได้มีอยู่เท่าใดในช่วงเวลาก่อนที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือในช่วงเวลา หนึ่งเวลาใดหลังจากนั้น และถือได้ว่า เงินที่ขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปและประโยชน์จากการที่ยังคงถือครองหุ้นดังกล่าว ไว้คือเงินปันผลพร้อมดอกผลทั้งหมดเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการที่มี ทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติหรือการร่ำรวยผิดปกติซึ่งจะต้องตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 80


ทั้งทรัพย์สินที่ผู้ร้องได้ร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดินในคดีนี้เป็น หุ้นซึ่งมูลค่าของหุ้นมีความไม่แน่นอน การขึ้นลงของราคาหุ้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง และหุ้น บริษัทชินคอร์ปที่ พ.ต.ท.ทักษิณและผู้คัดค้านที่ 1 ยังคงร่วมกันฝ่าฝืนถือหุ้นนั้นไว้นี้ย่อมถือได้ว่า เป็นฐานให้ผู้ถูกกล่าวหาใช้ในการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่ง หน้าที่ดำเนินการเพื่อเอื้อประโยชน์ให้หุ้นดังกล่าว


 เพราะหากไม่มีหุ้นดังกล่าวอยู่ในขณะที่พ .ต.ท.ทักษิณ เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็ย่อมที่จะมีการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจใน ตำแหน่งหน้าที่ในกรณีทั้งห้าตามข้อกล่าวหาเพื่อเอื้อประโยชน์ไม่ได้


หรือในทางกลับกันหากพ.ต.ท.ทักษิณและผู้คัดค้านที่ 1 ได้ถือหุ้นบริษัทชินคอร์ปอยู่ แต่พ.ต.ท.ทักษิณมิได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็ไม่อาจที่จะเกิดการ ปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจนก่อให้เกิดความเสียหาย แก่รัฐ และเป็นเหตุให้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินได้


ส่วนทรัพย์สินที่ได้มาสืบเนื่องมาแต่การปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจ ในหน้าที่นั้นหากไม่มีการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปออกไป ทรัพย์สินที่จะต้องตกเป็นของแผ่นดินก็คือหุ้นบริษัท ชินคอร์ปที่พ.ต.ท.ทักษิณและผู้คัดค้านที่ 1 ได้ร่วมกันฝ่าฝืนถือไว้และเป็นทรัพย์สินที่พ.ต.ท.ทักษิณได้มาสืบเนื่องมาจาก การปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่นั่นเองที่จะต้องตกเป็นของ แผ่นดิน


แต่เมื่อได้มีการขายหุ้นดังกล่าวออก ไปทั้งหมดเสียแล้วทรัพย์สินที่จะต้องตกเป็นของแผ่นดินก็คือเงินที่ได้จากการ ขายหุ้นและเงินปันผลที่ได้รับจากหุ้นดังกล่าวพร้อมดอกผล


ดังนั้นจึงไม่จำต้องแยกทรัพย์สินที่พ.ต.ท.ทักษิณและผู้คัดค้านที่ 1 มีอยู่ก่อนที่พ.ต.ท.ทักษิณ จะเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีออกไปแต่อย่างใด เพราะมิฉะนั้นจะกลายเป็นว่า เมื่อพ.ต.ท.ทักษิณ ดำเนินการที่ต้องห้ามโดยแจ้งชัด และเมื่อได้รับการไต่สวนโดยกระบวนการทางศาลโดยชอบแล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ ตามข้อกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ร่ำรวยผิดปกติ

 

แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับได้รับทรัพย์สินที่เป็นฐานที่ใช้ในการกระทำผิดกลับคืนไป ย่อมจะไม่อาจบรรลุเจตนารมณ์ของการให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเนื่องจากการ ร่ำรวยผิดปกติได้เลย


ทั้งพ.ต.ท.ทักษิณ และผู้คัดค้านที่ 1 ต้องห้ามมิให้ถือหุ้นในบริษัทชินคอร์ปซึ่งหมายถึงหุ้นที่ถืออยู่ทั้งจำนวนมิ ได้แยกส่วนที่มีอยู่เดิมออกเป็นต่างหาก การได้รับคืนบางส่วนจึงขัดแยังกัน ข้อต่อสู้ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
---------------------------------

 

นายกำพล ภู่สุดแสวง ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา


ย่อมเห็นได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้รับประโยชน์จากมาตรการทั้งห้ามาตราการอย่างมากมาย พฤติการณ์ที่ พ.ต.ท.ทักษิณกับผู้คัดค้านที่ 1(คุณหญิงพจมาน) ใช้หุ้นของบริษัทชินคอร์ปฯ เป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์ให้แก่บริษัทชินคอร์ปฯ ตลอดมา มิใช่เพียงแต่ถือหุ้นโดยฝ่าฝืนต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายเท่านั้น แต่ได้ใช้หุ้นที่พ.ต.ท.ทักษิณกับผู้คัดค้านที่ 1 ถือครองอยู่เป็นปัจจัยสำคัญในการแสวงหาผลประโยชน์


หากไม่สั่งให้เงินค่าหุ้นกับเงินปันผลจำนวน 76,621,603,061.05 บาทตกเป็นของแผ่นดินทั้งจำนวน โดยคืนส่วนที่พ.ต.ท.ทักษิณกับผู้คัดค้านที่ 1 อ้างว่า มีอยู่ก่อนที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้แก่พ.ต.ท.ทักษิณกับผู้คัดค้านที่ 1 ยอมขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 และบทบัญญัติแห่งกฎหมายอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้ผู้ที่ละเมิดต่อรัฐธรรมนูญและบทบัญญัติแห่งกฎหมายเช่นเดียวกับพ .ต.ท.ทักษิณไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย


เพราะหากหน่วยงานของรัฐสามารถสืบเสาะค้นหาจน พบว่า บุคคลผู้นั้นกระทำการอันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือพวกพ้อง ก็ขอให้ศาลริบได้แต่ผลกำไรเท่านั้น ส่วนต้นทุนต้องคืนให้แก่ผู้นั้นได้ อันมีลักษณะเป็นการแบ่งทรัพย์สินให้แก่กันโดยอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 

 

มาตรการในการป้องกันการกระทำอันเป็นการเอื้อ ประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือพวกพ้องจนก่อให้เกิดผลเสียหายแก่รัฐจะไม่สัมฤทธิ์ผล ได้เลย ทั้งยังเป็นช่องให้มีการกระทำในลักษณะเช่นนี้อย่างแพร่หลาย


เมื่อคำนึงถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 110,208,209,308 ถึง 311 และมาตรา 329 (2) อันเป็นที่มาของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 แล้ว จึงมีความเห็นว่า เงินจำนวน 76,621,603,061.05 บาท ต้องตกเป็นของแผ่นดินทั้งจำนวน


ที่ผู้คัดค้านที่ 1 ต่อสู้ว่า เงินจำนวนดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่พ.ต.ท.ทักษิณกับผู้คัดค้านที่ 1 ได้มาในระหว่างสมรสจึงเป็นสินสมรส หากศาลมีคำสั่งให้เงินจำนวนนั้นตกเป็นของแผ่นดิน ที่ต้องกันทรัพย์สินส่วนที่เป็นของผู้คัดค้านที่ 1 คืนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ก่อน


เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้คัดค้านที่ 1 เป็นภริยาของพ.ต.ท.ทักษิณและมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับพ.ต.ท.ทักษิณในเงินจำนวน 76,621,603,061.05 บาท ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนแสดงให้เห็นว่าผู้คัดค้านที่ 1 มีส่วนร่วมในการดำเนินการของพ.ต.ท.ทักษิณมาเป็นลำดับ นับแต่การออกเงินซื้อหุ้นเพิ่มทุนในบริษัทชินคอร์ปฯ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2542 ในนามของผู้คัดค้านที่ 1 เอง พ.ต.ท.ทักษิณและผู้คัดค้านที่ 5 (นายบรรณพจน์ ดมาพงศ์)รวมทั้งออกเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักรัชโยธิน สั่งจ่ายเงินจำนวน 330,961,220 บาท ให้บริษัทแอมเพิลริช อินเวสต์เมนท์ จำกัด  นำไปชำระค่าหุ้นที่ซื้อจากพ.ต.ท.ทักษิณ และการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2(นายพานทองแท้) และที่ 5 (นายบรรณพจน์) จำนวน 42,475,000 หุ้นละ 26,825,000 หุ้นตามลำดับ ซึ่งได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าไม่ใช่การซื้อขายกันอย่างจริงจัง


ถือได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 ร่วมกับพ.ต.ท.ทักษิณกระทำการอันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทชินคอร์ปฯ ตามคำรองของผู้ร้อง ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่อาจขอให้คืนทรัพย์สินส่วนของตนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ได้


สำหรับคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 6 ที่ 9 ถึงที่ 13 ที่ 15 ที่ 16 ที่ 18 ที่ 20 นั้น (กรรมการและบริษัทครอบครัวชินวัตร)เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า  เงินที่ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 6 ที่ 9 ถึงที่ 13 ที่ 15 ที่ 16 ที่ 18 ที่ 20 อ้างว่า เป็นของตนล้วนแต่เป็นเงินที่ได้มาจากการที่พ.ต.ท.ทักษิณและผู้คัดค้านที่ 1 ขายหุ้นให้แก่กลุ่มเทมาเส็ก ประเทศสิงคโปร์ทั้งสิ้น


สำหรับคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงผู้คัดค้านที่ 5 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น จึงไม่จำต้องกล่าวซ้ำ ส่วนผู้คัดค้านที่ 6(นางบุษบา ดามาพงศ์) ที่อ้างว่าเงินจำนวน 40,000,000 บาทที่ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) อายัดและขอให้ตกเป็นของแผ่นดิน เป็นเงินที่ผู้คัดค้านที่ 5(นายบรรณจน์) ยกให้แก่ผู้คัดค้านที่ 6 โดยเสน่หาและได้มาจากการขายหุ้นส่วนของตนจำนวน 159,000 หุ้น รวมเป็นเงิน 7,839,273.70 บาท


เห็นว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้วินิจฉัยแล้วว่าหุ้นของ บริษัทชินคอร์ปฯ ที่ผู้คัดค้านที่ 5 ถืออยู่เป็นของพ.ต.ท.ทักษิณกับผู้คัดค้านที่ 1 ประกอบกับทางไต่สวนไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้คัดค้านที่ 6 ได้เงินจำนวนนี้มาอย่างไร จึงต้องรับฟังว่า เงินจำนวน 40,000,000 บาทที่ผู้คัดค้านที่ 5 โอนให้ผู้คัดค้านที่ 6 เป็นการโอนให้โดยเสน่หา จึงถือได้ว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินที่เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ และผู้คัดค้านที่ 6 ได้รับมาโดยไม่มีค่าตอบแทน ข้ออ้างของผู้คัดค้านที่ 6 ฟังไม่ขึ้น


ส่วนผู้คัดค้านที่ 9 ถึงที่ 13 ที่ 15 ที่ 16 ที่ 18 ที่ 20 และที่ 21 นั้น เห็นว่าผู้คัดค้านดังกล่าวต่างเป็นนิติบุคคล โดยมีผู้คัดค้านที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 นางกาญจนาภา หงส์เหิน นายสมบูรณ์ คุปติมนัส นายชานนท์ สุวสิน นางดวงฤทัย กสิโสภา นางสาวลัดดาวัลย์ ศรชัย และนางสาวเพ็ญนภัสสร์ นภาทิวอำนวย เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนผู้คัดค้านที่ 9 ถึงที่ 13 ที่ 15 ที่ 16 ที่ 18 ที่ 20 และที่ 21 ทั้งบุคคลดังกล่าวล้วนเป็นเครือญาติและบริวารของพ.ต.ท.ทักษิณและผู้คัดค้านที่ 1 ทั้งสิ้น


ประกอบกับที่ทำการของนิติบุคคลดังกล่าวส่วน ใหญ่เปิดทำการอยู่บนอาคารเลขที่เดียวกัน เหตุที่ได้รับเงินมาเนื่องจากการออกหุ้นเพิ่มทุนภายหลังจากการที่พ .ต.ท.ทักษิณและผู้คัดค้านที่ 1ขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ ให้แก่กลุ่มเทมาเส็กแล้วทั้งผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบริษัทผู้คัดค้าน เหล่านั้นก็คือ ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 3 กับนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ส่วนผู้ถือหุ้นรายอื่นถือหุ้นเพียง 1 ถึง 2 หุ้นเท่านั้น จึงรับฟังไม่ได้ว่าผู้คัดค้านที่ 6 ที่ 9 ถึงที่ 13 ที่ 15 ที่ 16 ที่ 20 ถึงที่ 21 เป็นผู้รับโอนทรัพย์สินมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน


จึงวินิจฉัยให้เงินที่ได้มาจากเงินปันผลและการขายหุ้นของบริษัทชิน คอร์ปฯ จำนวน 76,621,603,061.05 บาท พร้อมดอกผลเฉพาะดอกเบี้ยที่ได้รับจากบัญชีเงินฝากนับแต่วันฝากเงินจนถึงวัน ที่ธนาคารส่งเงินจำนวนดังกล่าวมายังศาลตกเป็นของแผ่นดิน

 

 




อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
พลิกคำวินิจฉัย"หนึ่งเดียว"ในองค์คณะคดียึดทรัพย์"ม.ล.ฤทธิเทพ" ตอบโจทย์ทำไม "ทักษิณ"มิได้ร่ำรวยผิดปกติ
เปิดคำวินิจฉัยส่วนตน 9 ผู้พิพากษาศาลฎีกาฯคดียึดทรัพย์ "ทักษิณ" 4.6หมื่นล้าน
วิเคราะห์คำพิพากษายึดทรัพย์ ออก พ.ร.ก.แปลงค่าสัมปทานเอื้อชินคอร์ป ขัดแย้งคำวินิจฉัยศาล รธน.?
วิเคราะห์คำพิพากษายึดทรัพย์ ตอบโจทย์ ทำไม ศาลฎีกาฯฟันธง"ทักษิณ" ซุกหุ้นชินคอร์ป
วิเคราะห์คดีทักษิณ: ต่างความคิด (แต่หวังว่า) ไม่ต้องผิดใจกัน
ไขปมคดีภาษี"โอ๊ค-เอม"1.2 หมื่นล้านหลังศาลฎีกาฟันธง "แม้ว" ซุกหุ้น ยึดทรัพย์4.6 หมื่นล้าน
เปิดชื่อ2ผู้พิพากษาเสียงข้างน้อยสั่งยึดเรียบ7.6หมื่นล. เผย"ม.ล.ฤทธิเทพ"หนึ่งเสียงชี้"แม้ว"ไม่ทุจริต
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1268909297&grpid=00&catid=no
--
โปรดอ่านบล็อก
http://www.pridiinstitute.com
http://www.nakkhaothai.com
http://apps.facebook.com/blognetworks/index.php
http://www.roundfinger.com/
http://twitter.com/sweetblog
http://twitter.com/oknewsblog
http://twitter.com/okblogger
http://twitter.com/sat191
http://www.pacc.go.th/
http://twitter.com/okblogchan
http://twitter.com/sun1951
http://twitter.com/smeblogger
http://twitter.com/seminarblog
http://twitter.com/sunnewsblog
http://twitter.com/okworldblog
http://twitter.com/ktblogger
http://twitter.com/sundayblog
http://twitter.com/mondayblog
http://twitter.com/tuesdayblog
http://twitter.com/wednesdayblog
http://twitter.com/thursdayblog
http://twitter.com/fridayblog
http://twitter.com/saturdayblog
http://www.deepsouthwatch.org/node/687
http://www.tu.ac.th/org/ofrector/tu_council/record/nopporn.htm
http://www.visalo.org/

รมว. คลังยันไม่ฟ้องเรียกค่าเสียบริษัทมือถือ จากการแก้ไขสัญญาสัมปทานที่ไม่ถูกต้อง

คลังยันไม่ฟ้องเรียกค่าเสียบริษัทมือถือ

18 มีนาคม 2553 เวลา 14:49 น.

รมว. คลังยันไม่ฟ้องเรียกค่าเสียบริษัทมือถือ จากการแก้ไขสัญญาสัมปทานที่ไม่ถูกต้อง

 
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า รัฐไม่ควรฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการแก้ไขสัญญาสัมปทานไม่ถูกต้องกับบริษัท เอกชนที่เป็นคู่สัญญา เพราะผู้ถือหุ้นของบริษัทเอกชนไม่ได้สร้างความเสียหายให้แก่รัฐ แต่ควรดำเนินการฟ้องเรียกเรียกค่าเสียหายกับหน่วยงานที่ทำให้เหตุการณ์ที่ ไม่ถูกต้องเกิดขึ้นเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กำลังรวบรวมข้อมูลว่ามีหน่วยงานไหนต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นบ้าง
 
นาย กรณ์ กล่าวว่า ถึงแม้ผู้ถือหุ้นเอกชนจะไม่ถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการ แก้ไขสัญญาสัมปทานที่ไม่ถูกต้องในอดีตที่ผ่านมา แต่การแก้ไขสัญญาให้กลับมาถูกต้องในอนาคต เช่น การแก้ไขส่วนแบ่งรายได้สัมปทานจาก 20% มาเป็น 30% เหมือนเดิม จะส่งผลให้บริษัทมีรายจ่ายเพิ่มมากขึ้น ราคาหุ้นก็จะได้รับผลกระทบมีมูลค่าลดลง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยุติธรรม
 
"ต้อง แยกเรื่องการฟ้องเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นในอดีต กับการแก้ไขสัญญาสัมปทานให้ถูกต้อง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และให้โครงการพัฒนาระบบโทรคมนาคมของประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้" นายกรณ์ กล่าว
 
นายกรณ์ กล่าวว่า การดำเนินการแก้ไขสัญญาสัมปทานให้ถูกต้องเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบ ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ซึ่งที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีให้เวลาดำเนินการ 90 วัน และขยายเวลาให้อีก 60 วัน ซึ่งขณะนี้เหลือเวลาอีก 50 วัน ที่ทางไอซีต้องสรุปรายละเอียดการแก้ไขสัญญาสัมปทานกลับมาให้ถูกต้องให้ ครม. รับทราบ
 
สำหรับการเปิดประมูลโครงการโทรศัพท์ 3 จี ต้องรอให้มีการแก้ไขสัญญาสัมปทานปัจจุบันให้ถูกต้องเสียก่อน นอกจากนี้ต้องกฎหมายพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาในวาระที่ 2 และ 3 ซึ่ง กสทช. จะเป็นผู้มีอำนาจในการจัดสรรคลื่นความถี่โทรศัพท์ 3 จี
http://www.posttoday.com/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7/%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88/17288/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%B1%E0%B8%97%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%96%E0%B8%B7%E0%B8%AD

--
โปรดอ่านบล็อก
http://www.pridiinstitute.com
http://www.nakkhaothai.com
http://apps.facebook.com/blognetworks/index.php
http://www.roundfinger.com/
http://twitter.com/sweetblog
http://twitter.com/oknewsblog
http://twitter.com/okblogger
http://twitter.com/sat191
http://www.pacc.go.th/
http://twitter.com/okblogchan
http://twitter.com/sun1951
http://twitter.com/smeblogger
http://twitter.com/seminarblog
http://twitter.com/sunnewsblog
http://twitter.com/okworldblog
http://twitter.com/ktblogger
http://twitter.com/sundayblog
http://twitter.com/mondayblog
http://twitter.com/tuesdayblog
http://twitter.com/wednesdayblog
http://twitter.com/thursdayblog
http://twitter.com/fridayblog
http://twitter.com/saturdayblog
http://www.deepsouthwatch.org/node/687
http://www.tu.ac.th/org/ofrector/tu_council/record/nopporn.htm
http://www.visalo.org/

วันพุธที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2553

จาก "ฮัจยีสุหลง" ถึง "ทนายสมชาย"

จาก “ฮัจยีสุหลง” ถึง “ทนายสมชาย”

วันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ.2497 ฮัจยีสุหลง บินอับดุลกาเดร์ และคณะรวม 4 ท่าน เดินทางไปยังจังหวัดสงขลาเพื่อเข้าพบผู้บังคับการหน่วยสันติบาล มีแต่คำบอกเล่าจากคนเฝ้ามัสยิดที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลาเท่านั้นที่ว่า เห็นบุคคลทั้งสี่ละหมาดที่มัสยิดตอนเที่ยงของวันของวันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม โดยมีตำรวจพร้อมอาวุธครบมือควบคุมอยู่ จากนั้นฮัจยีสุหลงกับพวกก็หายสาบสูญไป
         
นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลาร่วม 56 ปีแล้ว โดยที่ไม่มีคำตอบใดๆ จากรัฐ ทว่าคำตอบในหัวใจของประชาชนในพื้นที่ก็คือ เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ!
         
เวลา 20.30 น.ของวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ.2547 สมชาย นีละไพจิตร ประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม เดินทางออกจากโรงแรมชาลีนา ในซอยมหาดไทย ย่านลาดพร้าว-รามคำแหง มีกลุ่มชายฉกรรจ์จำนวน 5-6 คนขับรถยนต์สะกดรอยตามเขาในระยะกระชั้นชิด ครั้นถึงบริเวณหน้าร้านแม่ลาปลาเผา เยื้องกับสถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก รถที่ขับตามหลังได้ขับชนท้ายรถของทนายสมชาย เมื่อเขาหยุดรถเพื่อลงไปพูดคุย ก็ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ล็อคตัว และผลักเข้าไปในรถยนต์ของกลุ่มชายฉกรรจ์ จากนั้นก็พาตัวทนายสมชายหายไป
         
นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลางเมืองหลวงอันเป็นศูนย์กลางอำนาจของรัฐไทย แถมยังเกิดตรงข้ามกับสถานีตำรวจ และจากวันนั้นถึงวันนี้ ก็นับเวลาได้ 6 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีคำตอบจากรัฐเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดใด
         
การถูกบังคับให้สูญหาย (disappeared) ของบุคคลทั้งสอง ชัดเจนว่าเป็นบุคคลที่ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการดำเนินนโยบายรักษาความสงบใน พื้นที่ชายแดนภาคใต้ของไทย เริ่มตั้งแต่การลุกขึ้นมาใช้ “พื้นที่ทางการเมือง” ของฮัจยีสุหลง ซึ่งเป็นวิธีการอันก้าวหน้ามากที่สุดของการเมืองภาคประชาชนในยุคนั้น กล่าวคือเขาได้นำข้อเสนอต่างๆ ที่ได้มาจากมติการประชุมของกลุ่มตัวแทนประชาชนในปัตตานี นำเสนอเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาต่อรัฐบาลกลางรวม 7 ข้อ (เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการเรียกร้องขอสิทธิปกครองตนเองบางระดับแก่คนมุสลิมใน จังหวัดชายแดนภาคใต้) แต่สุดท้ายสิ่งที่เขาและพวกได้รับก็คือ...ถูกกำจัด!
         
ข้อเสนอของฮัจยีสุหลง ซึ่งหลายคนเชื่อว่าน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้อย่าง ยั่งยืน จึงเป็นได้แค่เพียงประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และแม้วันนี้จะมีเสียงเรียกร้องจากท้องถิ่นว่าด้วยเรื่อง "เขตปกครองพิเศษ" หรือการจัดการปกครองท้องถิ่นรูปแบบใหม่เช่นกัน แต่รัฐบาลยุคปัจจุบันก็ไม่คิดใส่ใจหยิบยกให้เป็นประเด็นสาธารณะเพื่อให้เกิด ข้อถกเถียงอย่างกว้างขวาง เพื่อนำไปสู่แนวทางที่เหมาะสมและสมบูรณ์
         
ขณะที่ ทนายสมชาย นีละไพจิตร นักกฎหมายมุสลิมชาวหนองจอก ได้พาตัวเองเข้าไปสู่การเป็นทนายให้กับกลุ่มผู้ต้องหาคดีความมั่นคงจาก จังหวัดชายแดนภาคใต้ และล่ารายชื่อเพื่อเพิกถอนกฎอัยการศึก ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพและความเป็นอยู่ของประชาชนใน พื้นที่ โดยอาศัยช่องทางตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ด้วยการล่ารายชื่อประชาชนจำนวน 50,000 ชื่อเพื่อยื่นเสนอต่อรัฐสภา
         
ถือว่าเป็นการท้าทายอำนาจรัฐอย่างตรงไปตรงมา อัดแน่นด้วยความเชื่อมั่นในกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม!
         
กล่าวโดยสรุป การเคลื่อนไหวของ ฮัจยีสุหลง และทนายสมชาย แม้จะมีความแตกต่างกันในรายละเอียดอยู่บ้าง แต่ทั้งสองก็มีความเหมือนกันในเรื่องของสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็น มนุษย์ของผู้คนในท้องถิ่น ซึ่งรัฐไทยไม่เคยยอมรับหรือเข้าใจ
         
สิ่งที่น่าสลดและน่าสงสารก็คือ เจ้าหน้าที่รัฐบางคนบางกลุ่มกลับเลือกใช้วิธีการที่ไร้อารยะกับบุคคลทั้งสอง สะท้อนให้เห็นว่าถึงแม้รัฐจะมีเครื่องมือทุกอย่างพร้อม แต่ก็ขาดความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับคนธรรมดาที่ไม่มีทั้งอำนาจและปืน
         
การก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำรัฐนาวาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เขาเคยประกาศในช่วงที่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใหม่ๆ ว่า จะเร่งรัดและเอาจริงเอาจังกับคดีทนายสมชาย แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีความคืบหน้าที่เห็นเป็นรูปธรรม (อาจมีการพูดถึงความเอาจริงเอาจังอีกครั้งในวันที่ 12 มีนาฯ ในวาระครบ 6 ปีที่ทนายสมชายถูกบังคับให้สูญหาย)
         
การยอมรับความจริงอันเจ็บปวด หรือการเผชิญหน้ากับความความจริงอย่างกล้าหาญ ดูเหมือนจะยังไม่เคยเกิดขึ้นจากกลไกรัฐในสังคมไทย...
         
ท้ายที่สุดไม่ว่าระหว่างบรรทัดของการเมืองไทยจะจัดวางบุคคลทั้งสองไว้ในฐานะ อะไร “กบฏ” หรือ “วีรบุรุษ” “ทนายโจร” หรือ “นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน” แต่ สำหรับผู้คนในจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว ทั้งฮัจยีสุหลงและทนายสมชายจะเป็นตำนานเล่าขานของผู้คนในท้องถิ่นในฐานะ เหยื่อของอำนาจรัฐสืบไป
 
 

* บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกใน www.isranews.org

อ่านประกอบ :
- 6 ปีทนายสมชาย (1) กับบทเรียนคดีอุ้มหายที่กัวเตมาลา
http://www.isranews.org/isranews/index.php?option=com_content&view=article&id=228:6-1-&catid=10:2009-11-15-11-15-01&Itemid=3
- 6 ปีทนายสมชาย (2) บันทึกการต่อสู้ของผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง
http://www.isranews.org/isranews/index.php?option=com_content&view=article&id=232:6--2--&catid=12:2009-11-15-11-15-38&Itemid=14
  http://www.prachatai.com/journal/2010/03/28145



--
โปรดอ่านบล็อก
http://www.pridiinstitute.com
http://www.nakkhaothai.com
http://apps.facebook.com/blognetworks/index.php
http://www.roundfinger.com/
http://twitter.com/sweetblog
http://twitter.com/oknewsblog
http://twitter.com/okblogger
http://twitter.com/sat191
http://www.pacc.go.th/
http://twitter.com/okblogchan
http://twitter.com/sun1951
http://twitter.com/smeblogger
http://twitter.com/seminarblog
http://twitter.com/sunnewsblog
http://twitter.com/okworldblog
http://twitter.com/ktblogger
http://twitter.com/sundayblog
http://twitter.com/mondayblog
http://twitter.com/tuesdayblog
http://twitter.com/wednesdayblog
http://twitter.com/thursdayblog
http://twitter.com/fridayblog
http://twitter.com/saturdayblog
http://www.deepsouthwatch.org/node/687
http://www.tu.ac.th/org/ofrector/tu_council/record/nopporn.htm
http://www.visalo.org/

เปิดคำวินิจฉัยส่วนตนผู้พิพากษาศาลฎีกาฯคดียึดทรัพย์"ทักษิณ" 4.6 หมื่นล้านบาท



วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2553 เวลา 16:10:02 น.  มติชนออนไลน์

เปิดคำวินิจฉัยส่วนตนผู้พิพากษาศาลฎีกาฯคดียึดทรัพย์"ทักษิณ" 4.6 หมื่นล้านบาท

หมายเหตุ"มติชนออนไลน์" -เป็นคำวินิจฉัยส่วนตนบางส่วนของผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองในคดี พ.ต.ทงทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีร่ำรวยผิดปกติและมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ให้ทรัพย์สิน 46,373,687,454.70 บาทตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งจัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว  จึงนำมาเผยแพร่เพื่อให้สาธารณชนและวงวิชาการด้านกฎหมายได้ศึกษาเพื่อประโยชน์แก่วงการนิติศาสตร์ต่อไป


ปรากฏว่า ในองค์คณะผู้พิพากษา 9 คน มีเสียงเอกฉันท์ว่า  พ.ต.ท.ทักษิณคงไว้ซึ่งหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน)หรือ"ซุกหุ้น"ชินคอร์ปจำนวน 1,419 ล้านหุ้น


 ขณะที่ ประเด็น พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้อำนาจขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีออกนโยบาย 5 มาตรการเอื้อประโยชน์ทำให้รัฐเสียหาย  เสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีการกระทำดังกล่าว โดยเสียงข้างน้อย 1 เสียงคือ  ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล รองประธานศาลฎีกา


ส่วนประเด็นการให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดินนั้น องค์คณะฯมีมติด้วยเสียงเอกฉันท์


อย่างรก็ตามเมื่อพิจารณาประเด็นว่า ให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินจำนวนเท่าใด องค์คณะฯเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 เห็นว่า ให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินบางส่วน(46,000 ล้านบาท) ขณะที่เสียงข้างน้อย 2 เสียงคือ นายไพโรจน์ วายุภาพ รองประธานศาลฎีกา และนายกำพล ภู่สุดแสวง ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เห็นว่า ควรให้ทรัพย์สินตามคำร้องทั้งหมด 76,000 ล้านบาทเศษ ตกเป็นของแผ่นดิน


คำวินิจฉัยส่วนตนของ นายกำพล ภู่สุดแสวง( 1)

คำวินิจฉัยส่วนตนของ นายกำพล ภู่สุดแสวง (2)
-------------------

คำวินิจฉัยส่วนตนของ นายประทีป เฉลิมภัทรกุล( 1)

คำวินิจฉัยส่วนตนของ นายประทีป เฉลิมภัทรกุล( 2)

คำวินิจฉัยส่วนตนของ นายประทีป เฉลิมภัทรกุล( 3)
------------------------

คำวินิจฉัยส่วนตนของนายพิทักษ์ คงจันทร์( 1)

คำวินิจฉัยส่วนตนของนายพิทักษ์ คงจันทร์( 2)

คำวินิจฉัยส่วนตนของนายพิทักษ์ คงจันทร์( 3)
--------------
คำวินิจฉัยส่วนตนของนายอดิศักดิ์ ทิมมาศย์(1)

คำวินิจฉัยส่วนตนของนายอดิศักดิ์ ทิมมาศย์(2)

คำวินิจฉัยส่วนตนของนายอดิศักดิ์ ทิมมาศย์(3)

                              http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1268817712&grpid=01&catid=no
--
โปรดอ่านบล็อก
http://www.pridiinstitute.com
http://www.nakkhaothai.com
http://apps.facebook.com/blognetworks/index.php
http://www.roundfinger.com/
http://twitter.com/sweetblog
http://twitter.com/oknewsblog
http://twitter.com/okblogger
http://twitter.com/sat191
http://www.pacc.go.th/
http://twitter.com/okblogchan
http://twitter.com/sun1951
http://twitter.com/smeblogger
http://twitter.com/seminarblog
http://twitter.com/sunnewsblog
http://twitter.com/okworldblog
http://twitter.com/ktblogger
http://twitter.com/sundayblog
http://twitter.com/mondayblog
http://twitter.com/tuesdayblog
http://twitter.com/wednesdayblog
http://twitter.com/thursdayblog
http://twitter.com/fridayblog
http://twitter.com/saturdayblog
http://www.deepsouthwatch.org/node/687
http://www.tu.ac.th/org/ofrector/tu_council/record/nopporn.htm
http://www.visalo.org/

คดีหวยออนไลน์"จาโก้" ถูกใจ แต่(อาจ)ไม่ถูกต้อง ..รัฐบกพร่อง เอกชนรับบาป ต่อไปใครจะลงทุน ?





ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ บก.ใหญ่ www.pub-law.net


วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2553 เวลา 15:10:28 น.  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

คดีหวยออนไลน์"จาโก้" ถูกใจ แต่(อาจ)ไม่ถูกต้อง ..รัฐบกพร่อง เอกชนรับบาป ต่อไปใครจะลงทุน ?

เชื่อหรือไม่ ?คำพิพากษาหวยออนไลน์ มีความน่าสนใจกว่า คำพิพากษาคดียึดทรัพย์ทักษิณ ? เมื่อศาลฎีกาตัดสินให้กองสลาก ฯไม่ต้องจ่ายค่าโง่ให้ "จาโก" เราเชิญชวนให้ท่าน อ่านบทวิเคราะห์ทางวิชาการ ต่อไปนี้...

    แน่นอนว่า  ผลคำพิพากษา ไม่ต้องจ่ายค่าโง่  อาจสร้างความพอใจให้กับประชาชนผู้เสียภาษี และกองสลากฯ     แต่เมื่อพินิจพิเคราะห์"เนื้อใน"แล้ว อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพราะความบกพร่องของเจ้าหน้าที่รัฐ กลายเป็นบาปเคราะห์ของเอกชน ????

                  ... ก่อนที่จะมีการอ่านคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพียง 2 วัน
        24 กุมภาพันธ์    ศาลฎีกาได้อ่านคำพิพากษากรณีบริษัท จาโก จำกัด ยื่นฟ้องสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยตัดสินว่า สัญญาระหว่างบริษัท จาโก จำกัด กับ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่มีผลผูกพันคู่สัญญา
         ล่าสุด ศ. ดร. นันทวัฒน์ บรมานันท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ วิเคราะห์คำพิพากษา คดีหวยออนไลน์ และตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจ ดังนี้
     @ ความเป็นมาของคดีหวยออนไลน์"จาโก"
        “สาระ” ของคำพิพากษามีว่า   สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลทำสัญญาแต่งตั้งบริษัท จาโก จำกัด เป็นผู้แทนจำหน่ายและจ่ายรางวัลสลากบำรุงการกุศลแบบอัตโนมัติ กำหนดเวลา 10 ปีนับแต่วันเริ่มจำหน่ายสลาก ในสัญญาดังกล่าวระบุว่า หากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นให้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อชี้ขาด
        ต่อมาภายหลังการทำสัญญา สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่ปฏิบัติตามสัญญา บริษัท จาโก จำกัด จึงได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ ซึ่งอนุญาโตตุลาการก็ได้มีคำชี้ขาดให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลชดใช้ค่า เสียหายจำนวน 2,508,593,718 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 มกราคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่ปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ บริษัท จาโก จำกัด จึงได้ยื่นฟ้องเรื่องดังกล่าวต่อศาลแพ่ง
      ในชั้นการพิจารณาของศาล สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลมีข้อต่อสู้ในเรื่องดังกล่าวหลายประการในการที่ตน เองไม่ยอมปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ
       ข้อต่อสู้ที่สำคัญประการหนึ่ง คือ คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องมาจากสัญญาระหว่างสำนักงาน สลากกินแบ่งรัฐบาลกับบริษัท จาโก จำกัด ต้องอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการใน กิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ)
       นั่นหมายความว่า   ต้องได้รับการอนุมัติโครงการจากคณะรัฐมนตรีก่อน แต่ในกรณีดังกล่าวมิได้มีการเสนอโครงการต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อขออนุมัติตาม ขั้นตอน สัญญาดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ ไม่ผูกพันคู่สัญญา
       ศาลชั้นต้นได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวแล้วก็ได้พิพากษาให้สำนักงานสลากกินแบ่ง รัฐบาลปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ คือ จ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่บริษัท จาโก จำกัด ตามจำนวนข้างต้น
        เนื่องจากพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 บัญญัติถึงเรื่องการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นกรณีที่คำพิพากษาฝ่าฝืนต่อ กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนว่าให้ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
     สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจึงได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปเมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2548
   @ เหตุใดอัยการไม่ทักท้วงประเด็นพ.ร.บ.ร่วมทุนฯ
     ศาลฎีกาได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวในประเด็นที่สำคัญหลายประเด็น
     แต่ประเด็นหนึ่ง ก็คือ  สัญญาระหว่างสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลกับบริษัท จาโก จำกัด ไม่ได้ผ่านกระบวนการดังกล่าว จึงกลายมาเป็นข้อโต้แย้งถึงความชอบด้วยกฎหมายของสัญญาหวยออนไลน์    
    ในชั้นการพิจารณาของศาลฎีกา บริษัท จาโก จำกัด ได้ต่อสู้ในประเด็นเรื่องของการที่สัญญาดังกล่าวไม่ผ่านกระบวนการตามพ .ร.บ.ร่วมทุนฯ ว่า ในเรื่องดังกล่าว ทั้งผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลและหัวหน้าสำนักกฎหมายของสำนักงาน สลากกินแบ่งรัฐบาลให้การสอดคล้องกันว่า ในการยกร่างสัญญา
     กรรมการคนหนึ่งของคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลที่เป็นผู้แทนของสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณาร่างสัญญาดังกล่าว
     อีกทั้งสัญญาก็ยังต้องผ่านการพิจารณาโดยกองกฎหมายของสำนักงานสลากกินแบ่ง รัฐบาลและต้องให้คณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นผู้พิจารณาอนุมัติ
     จากนั้นก็ได้ส่งร่างสัญญาดังกล่าวให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาอีกครั้ง หนึ่ง ก็ไม่ปรากฏว่ามีการทักท้วงหรือท้วงติงว่ากระบวนการทำสัญญาดังกล่าวขัดต่อ กฎหมายว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐแต่อย่างใด !!!
     ศาลฎีกาได้พิจารณาถึงพ.ร.บ.ร่วมทุนฯ แล้ว มีความเห็นว่า กิจการจำหน่ายสลากและจ่ายรางวัลสลากการกุศลแบบอัตโนมัติเป็นกิจการที่เข้า ลักษณะเป็น “กิจการของรัฐ” ตามพ.ร.บ.ร่วมทุนฯ  และมีลักษณะเป็น “โครงการ” ตามกฎหมายดังกล่าว
    สัญญาระหว่างสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลกับบริษัท จาโก จำกัด จึงเป็นสัญญาที่ต้องอยู่ภายใต้บังคับของพ.ร.บ.ร่วมทุนฯ
      ศาลฎีกาได้ให้ “คำตอบ” ของการที่โครงการดังกล่าวไม่ได้ดำเนินการตามพ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ไว้ว่า
    การที่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณา ตรวจร่างสัญญา และสำนักงานอัยการสูงสุดในขั้นตอนการตรวจร่างสัญญาเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า สัญญาดังกล่าวมิได้เป็นสัญญาที่อยู่ในบังคับของพ.ร.บ.ร่วมทุนฯ  จึงมิได้ทักท้วงหรือท้วงติง
    โดยไม่ปรากฏว่าในขั้นตอนของการดำเนินการเกี่ยวกับการทำสัญญาดังกล่าวมีการ กระทำหรือละเว้นการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หามีผลทำให้สัญญาซึ่งมีเนื้อหาสาระเป็นสัญญาที่อยู่ในบังคับแห่ง พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ กลายเป็นสัญญาที่ไม่อยู่ในบังคับแห่งกฎหมายดังกล่าว
   การไม่ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ส่งผลทำให้สัญญาระหว่างสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลกับบริษัท จาโก จำกัด เป็นสัญญาที่ไม่มีผลผูกพันคู่สัญญาและย่อมส่งผลทำให้ข้อตกลงเกี่ยวกับการ ระงับข้อพิพาทโดยเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการเพื่อชี้ขาดไม่มีผลบังคับใช้ ไปด้วย
   คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่ให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจ่ายเงินให้ บริษัท จาโก จำกัด จึงเป็นคำชี้ขาดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ใช้บังคับแก่ข้อพิพาทนั้น
    ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้สำนักงานสลากกินแบ่ง รัฐบาลจ่ายเงินจำนวน 2,508,593,718 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 มกราคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จ
 @ ผลตัดสินถูกใจ แต่อาจไม่ถูกต้อง ???
    ประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องนี้ก็คือการที่ศาลฎีกาพิจารณาว่า สัญญาระหว่างสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลกับบริษัท จาโก จำกัด เป็นสัญญาที่ต้องอยู่ภายใต้พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ซึ่ง ศาลฎีกาก็ได้ “ชี้ชัด” ลงไปแล้วว่าสัญญาดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กฎหมายดังกล่าว
     ส่วนผลของการไม่ทำตามกฎหมายนั้น ศาลฎีกาก็ได้บอกไว้แล้วเช่นกันว่าสัญญาไม่มีผลผูกพันคู่สัญญา
       เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำพิพากษาเป็นสิ่งที่พึง “หลีกเลี่ยง” เพราะแม้ตั้งใจให้เป็นความคิดเห็นทางวิชาการ แต่ถ้าหากศาลเห็นว่า “ไม่ใช่” โชคร้ายก็กำลังมาเยือน   เพราะฉะนั้น ที่ควรจะต้องทำก็คือ “หยุดแสดงความคิดเห็น” ที่มีลักษณะ “สุ่มเสี่ยง” ไปในทำนอง “วิจารณ์”
     แต่อย่างไรก็ตาม ในเมื่อคำพิพากษานี้ได้ “ให้ข้อคิด” บางอย่างเอาไว้ เราจึงสมควรที่จะต้องมาพิจารณาดูสิ่งที่ได้จากคำพิพากษาดังกล่าว
      ประการแรก เป็นที่น่าปิติยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทย “ไม่ต้องจ่ายค่าโง่” ซ้ำซากให้กับเอกชน ก็ต้องขอขอบคุณศาลที่ช่วยประหยัดเงินภาษีอากรของประชาชนไปเกือบ 4,000 ล้านบาท
      จริง ๆ แล้วเรื่อง “ค่าโง่” เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลยเพราะอย่างที่ทราบ กว่าสัญญาระหว่างรัฐกับเอกชนจะเกิดขึ้นได้ต้องผ่านกระบวนการต่าง ๆ เยอะแยะไปหมด แถมตอนท้ายที่สุดก็ต้องให้ “อัยการ” ซึ่งถือกันว่าเป็นนักกฎหมายภาครัฐที่ “เก่งจริง ๆ” เป็นผู้ตรวจสอบในรอบสุดท้าย
    @ แล้วใคร ควรรับผิดชอบ ?
      แต่ทำไม ! สัญญาระหว่างรัฐกับเอกชนที่มีปัญหา รัฐถึงได้เสียเปรียบทุกทีก็ไม่ทราบ น่าจะมีใครซักคนรวบรวมและวิเคราะห์ดูว่า ที่ผ่านมานั้น รัฐเสียค่าโง่ให้กับเอกชนไปแล้วทั้งหมดเท่าไหร่ แล้วก็ใครเป็นคนตรวจดูความถูกต้องของสัญญาตั้งแต่ต้นจนถึงตอนสุดท้าย จะได้รู้กันไปเสียทีว่า การเสียค่าโง่นั้นมาจาก “ความบกพร่อง” ในช่วงใดและของใครครับ คงไม่ต้องบอกต่อนะครับว่า     สิ่งที่จะตามมาคืออะไร ควรมีใครสักคนที่ต้อง “รับผิดชอบ” กันบ้างนะครับ !!!
     ประการที่สอง พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เป็นกฎหมายพิเศษ เป็นกฎหมายที่เอกชนถือว่าเป็น “ผู้อยู่ใต้การปกครอง” อย่างแท้จริง เพราะเฉพาะหน่วยงานของรัฐเท่านั้นที่จะดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าวได้ ไม่เชื่อก็ลองไปอ่านดูขั้นตอนของกฎหมายที่ผมสรุปไว้ข้างต้นอีกทีครับ
     หากหน่วยงานของรัฐต้องการทำสัญญากับเอกชนแล้วหน่วยงานของรัฐบอกว่าสัญญาดัง กล่าวไม่ต้องทำตามพ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ก็หมายความว่า เอกชนไม่มีสิทธิที่จะเลือกอะไรทั้งนั้นนอกจากเลือกทำหรือไม่ทำสัญญากับหน่วย งานของรัฐนั้น ขืนเอกชนไปบอกว่าหน่วยงานของรัฐต้องทำตามกฎหมายดังกล่าวก่อน รับรองได้ว่า เอกชนไม่มีทางได้เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐนั้นแน่ ๆ
     เมื่อหน่วยงานของรัฐบอกว่าไม่ต้องทำตามกฎหมาย ก็ย่อมเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าไม่ต้องทำตามกฎหมาย เอกชนจะไปอวดรู้มากกว่าหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบได้อย่างไร ครับ!!!
     กรณีหวยออนไลน์นี้ ได้ความเป็นที่ชัดเจนปรากฏอยู่ในคำพิพากษาที่ฝ่ายบริษัท จาโก จำกัด กล่าวอ้างว่า ทั้งผู้อำนวยการของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลและหัวหน้าสำนักกฎหมายของสำนัก งานสลากกินแบ่งรัฐบาลต่างให้การสอดคล้องกันว่า ในการยกร่างสัญญา กรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้แทนของสำนักงานอัยการสูงสุดเป็น ผู้พิจารณาร่างสัญญา และร่างสัญญาก็ได้ผ่านกองกฎหมายของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ผ่านการอนุมัติของคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ผ่านการตรวจพิจารณาโดยสำนักงานอัยการสูงสุด ก็ไม่ปรากฏว่ามีการทักท้วงหรือท้วงติงว่ากระบวนการทำสัญญาขัดต่อพ.ร.บ.ร่วม ทุนฯ
   ศาลฎีกาก็ได้ให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าวเอาไว้ว่า กรณีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลและสำนักงานอัยการสูงสุดในขั้น ตอนการตรวจร่างสัญญาเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าสัญญาดังกล่าวมิใช่สัญญาที่อยู่ใน บังคับของพ.ร.บ.ร่วมทุนฯ  จึงไม่ทักท้วงหรือท้วงติง
     โดยไม่ปรากฏว่าในขั้นตอนของการดำเนินการเกี่ยวกับสัญญาดังกล่าวมีการกระทำ หรือละเว้นการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายนั้น หามีผลทำให้สัญญาซึ่งมีเนื้อหาสาระเป็นสัญญาที่อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ กลายเป็นสัญญาที่ไม่อยู่ในบังคับแห่งกฎหมายดังกล่าวดังที่ บริษัท จาโก จำกัด กล่าวอ้างในคำแก้อุทธรณ์ไม่
  @ ความบกพร่องของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่เอกชนต้องรับบาป
      ผมเห็นด้วยกับ “เหตุผล” ของศาลที่ว่าการไม่ทำตามกฎหมายเนื่องมาจาก “ความเข้าใจคลาดเคลื่อน” ของ “ฝ่ายรัฐ” ไม่ทำให้สัญญาดังกล่าวถูกต้องตามกฎหมายไปได้ แต่ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่า “ความเข้าใจคลาดเคลื่อน” ของ “ฝ่ายรัฐ” คือจุดเริ่มต้นของการทำให้สัญญาดังกล่าวไม่ได้ทำตามขั้นตอนและวิธีการของพ .ร.บ.ร่วมทุนฯ
     เพราะฉะนั้น ในส่วนนี้เราจะทำอย่างไรกันดีครับ เพราะการดำเนินการหรือไม่ดำเนินการตามพ.ร.บ.ร่วมทุนฯ นั้น ขึ้นอยู่กับ “หน่วยงานของรัฐ” แต่เพียงฝ่ายเดียว
     ต่อแต่นี้ไป เอกชนจะมีหลักประกันอย่างไรในการทำงานร่วมกับหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ ของรัฐ สมควรเชื่อหน่วยงานของรัฐหรือไม่ เพราะหน่วยงานของรัฐที่ต้องเป็นผู้ “รับผิดชอบ” ต่อโครงการที่ตนเองต้องจัดทำอาจมี “ความเข้าใจคลาดเคลื่อน” ได้นะครับ!!!
         หากเป็นสัญญาตามปกติที่คู่สัญญายังต้องการปฏิบัติตามสัญญาอยู่ ก็คงไม่ลำบากอะไรมากนัก
     เพราะขั้นตอนตรงไหนบกพร่องหรือไม่สมบูรณ์ ก็ไปแก้ไขตรงนั้นให้สมบูรณ์ แต่ในสัญญานี้ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่ต้องการปฏิบัติตามสัญญาตั้งแต่ต้น บริษัท จาโก จำกัด จึงฟ้องเรียกค่าเสียหาย การแก้ไขความบกพร่องของสัญญาให้สมบูรณ์จึงไม่มีประโยชน์อันใด คงเป็นเรื่องค่าเสียหายอย่างเดียวที่จะเป็นประเด็นปัญหาต่อไปอีก “ความเข้าใจคลาดเคลื่อน” ที่ศาลฎีกากล่าวไว้คงเป็น “ฐาน” ให้บริษัท จาโก จำกัด เรียกค่าเสียหายอีกแน่ๆครับ !!!
       ประการที่สาม ผมสงสัยจริง ๆ นะครับ ที่ในคำพิพากษาเขียนว่า “สัญญาไม่มีผลผูกพัน” นั้น หมายความว่าอย่างไร เสียเปล่ามาตั้งแต่ต้นคือเป็นโมฆะหรือไม่ และที่สำคัญก็คือสัญญาไม่มีผลผูกพันนั้นมีที่มาจาก “ความเข้าใจคลาดเคลื่อน” ของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐ
   ดังนั้นใครจะเป็นผู้รับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะในเมื่อหน่วยงานของรัฐมี “ความเข้าใจคลาดเคลื่อน” ในการทำสัญญาจนทำให้ “สัญญาไม่มีผลผูกพัน” ความเสียหายของเอกชนที่มีอยู่ไม่มากก็น้อยใครจะเป็นผู้รับผิดชอบครับ
    และผู้ที่มี “ความเข้าใจคลาดเคลื่อน” ในการปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง จะต้องมีความรับผิดชอบอย่างไรบ้างครับ ใครจะตอบตรงนี้ได้ครับ!!!
   @ สิ่งที่ทำให้นักลงทุนหวาดระแวงในการ “ติดต่อ” กับภาครัฐ
       ประการสุดท้าย เป็นความห่วงใยในฐานะพลเมืองคนหนึ่ง 2-3 ปีที่ผ่านมา ประเทศเรามีปัญหาเกิดขึ้นมากมายที่มีผลกระทบต่อ “ความเชื่อมั่น” ในการลงทุน กรณีเพิกถอนการแปลงสภาพการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยย้อนหลังไปตั้งแต่ต้น กรณีมาบตาพุด กรณีทุจริตเชิงนโยบายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ทำให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศหวาดระแวงในการ “ติดต่อ” กับภาครัฐ
      ผมคงไม่ต้องมานั่งแจงนะครับว่าหวาดระแวงอะไรกันบ้างเพราะจากการประมวลดูข่าว ต่าง ๆ ก็พอทราบได้ว่า ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ ล้วนแล้วแต่ “ผลิต” สิ่งที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งนั้น
         ถึงแม้ว่าเราจะรอดไม่ต้องเสีย “ค่าโง่” ให้กับบริษัท จาโก จำกัด แต่ที่กล่าวไปแล้วคงจะพอมองเห็นว่า เราต้องเสียอะไรไปอีกหลายอย่าง เสียความรู้สึกที่ดีต่อหน่วยงานของรัฐที่ตอนทำสัญญาก็ทำกันอย่างดี แต่พออยากเลิกสัญญาก็ยกเอาข้อบกพร่องที่เกิดจากการกระทำของตัวเองมาเป็นเหตุ เลิกสัญญา เสียความรู้สึกที่ดีต่อบรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ศาลบอกว่ามี “ความเข้าใจคลาดเคลื่อน”
    ทั้งๆที่เป็นหน้าที่ของตนเองที่ต้องมี “ความเข้าใจที่ชัดเจนและถูกต้อง” เสียความรู้สึกที่ดีที่มีต่อความเชื่อมั่นในการทำงานของหน่วยงานของรัฐและ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว แล้วก็ท้ายที่สุด เราอาจเสียคนจำนวนหนึ่งที่คงไม่กล้าเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพราะ “ระบบ” การทำงานของเราเป็นระบบที่ “ล้าหลัง” แถมยังคุ้มครองหน่วยงานของรัฐและบุคลากรของรัฐอย่างมากเกินไปอีกด้วยครับ !!!
         ในวันที่ประเทศชาติกำลังมีปัญหาและมีความสับสนวุ่นวายทางการเมืองจนทำให้ เศรษฐกิจถดถอย ควรหรือไม่ที่จะ “ช่วยกัน” สร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบ????
   “ความเข้าใจคลาดเคลื่อน” ของภาครัฐที่ส่งผลกระทบต่อเอกชนโดยภาครัฐไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบ ให้กับประเทศ ให้กับอำนาจนิติบัญญัติ ให้กับอำนาจบริหาร และให้กับอำนาจตุลาการ
         ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษาดังกล่าวนะครับ
       แค่อยากจะขอใช้สิทธิในฐานะคนไทยที่ห่วงประเทศชาติห่วงภาคเอกชนที่ได้รับผล กระทบจากการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐต่างๆอย่างที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ และคิดว่าเรื่องประเภทนี้คงไม่เกิดขึ้นในประเทศ อื่นๆเป็นแน่
       อย่าเพิ่งถอดใจหนีไปลงทุนที่อื่นกันหมดนะครับ
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1268726308&grpid=no&catid=04

--
โปรดอ่านบล็อก
http://www.pridiinstitute.com
http://www.nakkhaothai.com
http://apps.facebook.com/blognetworks/index.php
http://www.roundfinger.com/
http://twitter.com/sweetblog
http://twitter.com/oknewsblog
http://twitter.com/okblogger
http://twitter.com/sat191
http://www.pacc.go.th/
http://twitter.com/okblogchan
http://twitter.com/sun1951
http://twitter.com/smeblogger
http://twitter.com/seminarblog
http://twitter.com/sunnewsblog
http://twitter.com/okworldblog
http://twitter.com/ktblogger
http://twitter.com/sundayblog
http://twitter.com/mondayblog
http://twitter.com/tuesdayblog
http://twitter.com/wednesdayblog
http://twitter.com/thursdayblog
http://twitter.com/fridayblog
http://twitter.com/saturdayblog
http://www.deepsouthwatch.org/node/687
http://www.tu.ac.th/org/ofrector/tu_council/record/nopporn.htm
http://www.visalo.org/

ชะตากรรม ลัดดา "แถมสิน รัตนพันธ์" คอลัมนิสต์ผู้เขียนเรื่องราวแวดวงสังคมชั้นสูง ที่สุดก็ล้มละลาย


วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2553 เวลา 13:24:26 น.  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ชะตากรรม ลัดดา "แถมสิน รัตนพันธ์" คอลัมนิสต์ผู้เขียนเรื่องราวแวดวงสังคมชั้นสูง ที่สุดก็ล้มละลาย

 
    ผู้สื่อข่าว รายงานว่า วันนี้ ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่  ประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เรื่อง ศาลยกเลิกการประนอมหนี้ และพิพากษาให้  นายแถมสิน รัตนพันธ์ ลูกหนี้ล้มละลาย  คดีหมายเลขแดงที่ ๑๒๘๗/๒๕๔๕ กองบังคับคดีล้มละลาย ๒  ศาลล้มละลายกลาง   อันเป็นคดีที่ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โจทก์ ยื่นฟ้อง  นายแถมสิน รัตนพันธ์ หรือรัตนพันธุ์   กับพวก
   ประกาศ ระบุว่า  ขอแจ้งให้ทราบทั่วกันว่า ตามประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ลงวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๔๗ แจ้งว่า ศาลล้มละลายกลาง ได้มีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ของ นายแถมสิน รัตนพันธ์  หรือรัตนพันธุ์ ลูกหนี้ที่ ๑ ตั้งแต่วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๖ แล้ว นั้น
   บัดนี้ ศาลล้มละลายกลาง ได้มีคำสั่งยกเลิกการประนอมหนี้และพิพากษาให้ นายแถมสิน   รัตนพันธ์ หรือรัตนพันธุ์ ลูกหนี้ที่ ๑ เลขประจำตัวประชาชน ๓-๑๐๑๕-๐๑๖๘๘-๔๑-๗ ตั้งบ้านเรือน   อยู่เลขที่ ๒๔๔ ถนนเทศบาลสาย ๑ แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ล้มละลาย  ตามมาตรา ๖๐ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช ๒๔๘๓ ตั้งแต่วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๕๒   แล้ว
     เพราะฉะนั้น ให้เจ้าหนี้ทั้งหลายยื่นคำขอรับชำระหนี้ที่ลูกหนี้ได้กระทำขึ้นในระหว่างวัน ที่ศาล ได้มีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ จนถึงวันที่ศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ฝ่ายคำคู่ความ สำนักงานเลขานุการกรม กรมบังคับคดี เลขที่ ๑๘๙/๑ ถนนบางขุนนนท์ แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ภายในกำหนดเวลา ๒ เดือน นับแต่วันโฆษณา  แต่ถ้าเจ้าหนี้อยู่นอกราชอาณาจักร เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจขยายกำหนดเวลาให้อีกไม่เกิน  ๒ เดือน
       นายแถมสิน รัตนพันธุ์ เป็นคอลัมนิสต์ผู้เขียนเรื่องราวแวดวงสังคมชั้นสูง ในหนังสือพิมพ์และนิตยสารมาแล้วหลายฉบับ เช่นไทยรัฐ ผู้จัดการ โพสต์ทูเดย์ สกุลไทย เป็นต้น โดยใช้นามปากกาว่า ลัดดา
      นายแถมสิน  เคยเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี, รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, สมาชิกสมัชชาแห่งชาติ, สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2516-2518 และ พ.ศ. 2549-2551, สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. 2544-2547, รองผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย, กรรมการและรักษาการผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกีฬาแห่งประเทศไทย และ ผู้ตรวจการรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงคมนาคม
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1268712107&grpid=01&catid=no

--
โปรดอ่านบล็อก
http://www.pridiinstitute.com
http://www.nakkhaothai.com
http://apps.facebook.com/blognetworks/index.php
http://www.roundfinger.com/
http://twitter.com/sweetblog
http://twitter.com/oknewsblog
http://twitter.com/okblogger
http://twitter.com/sat191
http://www.pacc.go.th/
http://twitter.com/okblogchan
http://twitter.com/sun1951
http://twitter.com/smeblogger
http://twitter.com/seminarblog
http://twitter.com/sunnewsblog
http://twitter.com/okworldblog
http://twitter.com/ktblogger
http://twitter.com/sundayblog
http://twitter.com/mondayblog
http://twitter.com/tuesdayblog
http://twitter.com/wednesdayblog
http://twitter.com/thursdayblog
http://twitter.com/fridayblog
http://twitter.com/saturdayblog
http://www.deepsouthwatch.org/node/687
http://www.tu.ac.th/org/ofrector/tu_council/record/nopporn.htm
http://www.visalo.org/

วันอังคารที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2553

แฉเบื้องหลัง-เส้นทางแป้ก ของท่าน พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา

แฉเบื้องหลัง-เส้นทางแป้ก ของท่าน พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา

สำหรับตำแหน่งผกก.กันตัง จ.ตรัง ที่พ.ต.อ. สมเพียรระบุขอย้ายมารับราชการในห้วงสุดท้ายของชีวิตนั้น

เป็น ตำแหน่งที่ว่างลงเมื่อวันที่ 30 ต.ค. 52 เนื่องจากพ.ต.อ.เติม อินทะสะระ ผกก. กันตัง ได้เกษียณอายุราชการไป

ซึ่งในบัญชีรายชื่อเดิม พ.ต.อ.สมเพียรได้รับการวางตัวให้ดำรงตำแหน่งนี้

แต่เนื่องจากพื้นที่ ของอ.กันตัง เป็นพื้นที่ทำเลทองของนักวิ่งเต้น เนื่องจากเป็นเมืองค้าขาย และเป็นท่าเรือสำคัญของจังหวัด

ดังนั้นนายตำรวจระดับพล.ต.ท.จึงส่ง ลูกน้องคนสนิทชื่อ พ.ต.อ.วิชัย อินทวงศ์ ผกก.สภ.หาดสำราญ จ.ตรัง มาลงในตำแหน่งนี้แทน

และได้โยก พ.ต.อ.สมเพียร ไปเป็น ผกก.สภ.เมืองตรังแทน ซึ่งในตำแหน่งนี้ก็เป็นตำแหน่งที่ว่าง

เพราะ พ.ต.อ.นุกูล ไกรทอง ผกก.สภ.เมืองตรัง คน สนิทของนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองผบก.จว.ตรัง ไปก่อนล่วงหน้าแล้ว

ซึ่ง เป็นการเลื่อนนอกวาระแต่งตั้ง แต่ยังคงรักษาราชการแทนในตำแหน่งผกก. สภ.เมืองตรังอยู่

แต่เรื่องก็ยังไม่ลงเอยด้วยดี

เนื่อง จากพล.ต.ท.คนหนึ่ง ต้องการย้าย พ.ต.อ.ศุภวัฒน์ ทับเคลียว ผกก.สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ออกจากพื้นที่ เนื่องจากไม่ใช่คนของตนเอง

และ รับตัวพ.ต.อ.จีรวัฒน์ พยุงธรรม ผกก.สภ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส มาเป็นผกก.สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา แทน

โดยเดิมทีจะส่งพ.ต.อ.ศุภ วัฒน์ออกไปแทนพ.ต.อ.สมเพียร ในตำแหน่งผกก.สภ. บันนังสตา

แต่พ.ต.อ. ศุภวัฒน์ได้รับการเอื้อเฟื้อจากนักการเมืองในจ.สงขลา และในจ.ตรัง โดยเจ้าตัวไม่อยากไปอยู่สามจังหวัดชายแดนใต้

ทางเจ้านายทน แรงเสียดทางจากการเมืองไม่ไหว จึงย้าย พ.ต.อ.ศุภวัฒน์ มาลงในตำแหน่งผกก.สภ.เมืองตรัง แทนพ.ต.อ.สมเพียร

เป็นเหตุให้ พ.ต.อ.สมเพียร ซึ่งเป็นตำรวจบ้านนอกไม่มีเส้น ต้องกลับไปเป็นผกก.สภ.บันนังสตา จนเสียชีวิตในวันที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา

http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A8984211/A8984211.html
หากเห็นสำคัญช่วยโหวตด้วย
--
โปรดอ่านบล็อก
http://www.pridiinstitute.com
http://www.nakkhaothai.com
http://apps.facebook.com/blognetworks/index.php
http://www.roundfinger.com/
http://twitter.com/sweetblog
http://twitter.com/oknewsblog
http://twitter.com/okblogger
http://twitter.com/sat191
http://www.pacc.go.th/
http://twitter.com/okblogchan
http://twitter.com/sun1951
http://twitter.com/smeblogger
http://twitter.com/seminarblog
http://twitter.com/sunnewsblog
http://twitter.com/okworldblog
http://twitter.com/ktblogger
http://twitter.com/sundayblog
http://twitter.com/mondayblog
http://twitter.com/tuesdayblog
http://twitter.com/wednesdayblog
http://twitter.com/thursdayblog
http://twitter.com/fridayblog
http://twitter.com/saturdayblog
http://www.deepsouthwatch.org/node/687
http://www.tu.ac.th/org/ofrector/tu_council/record/nopporn.htm
http://www.visalo.org/