อินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน
Bookmark and Share
Bookmark and Share

วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ชะตา"ทักษิณ"หลังพ่ายคดียึดทรัพย์

 

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 21:16:49 น.  มติชนออนไลน์

ชะตา"ทักษิณ"หลังพ่ายคดียึดทรัพย์

โดย ประสงค์ วิสุทธิ์

เป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดาได้ว่า การต่อสู้ทางการเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดงที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้สนับสนุน จะรุนแรงแค่ไหน

 

ภายหลังจากที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษายึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ กว่า 46,000 ล้านบาทในข้อหาร่ำรวยผิดปกติอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทชินคอร์ปซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณเป็นเจ้าของ แต่ซุกหุ้นอยู่ในชื่อของลูกๆและเครือญาติ


แต่พอจะคาดหมายได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณต้องเผชิญชะตากรรมเช่นไรจากผลของคำตัดสินดังกล่าว(ในทางกฎหมาย)


จากคำร้องของอัยการสูงสุดที่ยื่นต่อศาลฎีกา ระบุว่า ในการออกมาตราการ 5 ประการของพ.ต.ท.ทักษิณที่เอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ปนั้น ปรากฎหลักฐานในการสั่งการจนเป็นความผิดอาญาถึง 2 กรณีซึ่งมีการยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาฯคือ


1.กรณีแปลงค่าสัมปทานเป็นค่าภาษีสรรพสามิต โดยมีการตราพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 พ.ศ.2546 ซึ่งกรณีดังกล่าวทำให้มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากกิจการโทรคมนาคม โดยให้นำค่าสัมปทานมาหักกับภาษีสรรพสามิต อันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกิจการของผู้ถูกกล่าวหาและพวกพ้อง อีกทั้งยังมีการกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตเพิ่มสูงขึ้นเป็น 20-50% ทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่ต้องรับภาระมากขึ้น

 

ในขณะที่ผู้ประกอบการรายเดิมมีสิทธินำค่าสัมปทานไปหักจากภาษีของตนได้ พฤติกรรมของผู้ถูกกล่าวหาจึงเป็นกีดกันระบบโทรคมนาคมเสรีอย่างแท้จริง ทำให้ไม่มีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาประกอบกิจการแข่งขันกับบริษัทเอไอเอส (หมายเลขคดีดำที่ อม.9/2551 )


2.การอนุมัติให้รัฐบาลสหภาพพม่ากู้เงินจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) เพื่อนำไปซื้อสินค้าและบริการของบริษัท ชินแซทฯ โดยเฉพาะ ซึ่งครั้งแรกผู้ถูกกล่าวหาได้สั่งการเห็นชอบให้เอ็กซิมแบงก์ให้วงเงิน 3,000 ล้านบาทแก่รัฐบาลสหภาพพม่า


ต่อมาได้สั่งการเห็นชอบเพิ่มวงเงินกู้อีก 1,000 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 4,000 ล้านบาท สำหรับโครงการพัฒนาระบบโทรคมนาคมของสหภาพพม่า โดยให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุน รวมทั้งให้ขยายระยะเวลาปลอดการชำระหนี้ การจ่ายเงินต้นจาก 2 ปี เป็น 5 ปี เพื่อประโยชน์ของบริษัท ชินแซทฯ(หมายเลขคดีดำที่  อม.3/2551)


แต่จำเลยคือ พ.ต.ท.ทักษิณ หลบหนีศาลฎีกาฯจึงสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวจนกว่าจะได้ตัวจำเลยมาฟ้องต่อศาล


จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ทำให้เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องเผชิญกับคดีอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับคดียึดทรัพย์ถึง 2 คดีซึ่งศาลฎีกาฯ(องค์คณะยึดทรัพย์)เห็นว่า มีนการใช้อำนาจขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกระทำการเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเอง


ดังนั้นคำถามคือ องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาซึ่งต้องพิจารณาคดีอาญาทั้งสองคดีดังกล่าว จะพิพากษาคดีเป็นอย่างอื่นหรือตรงกันข้ามกับองค์คณะผู้พิพากษาคดียึดทรัพย์ได้หรือไม่ เพราะเท่ากับว่า คำพิพากษาของศาลฎีกาขัดแย้งกันเองในเรื่องเดียวกัน


เมื่อดูจากคำฟ้องทั้ง 2 คดีที่ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีความผิดตามประมวลกฎหมายมาตรา 152 และ 157  ถ้าศาลฯพิพากษาว่า ผิดจริง ต้องระหว่างโทษจำคุกในแต่ละคดีตั้งแต่ 1-10 ปี(โทษหนักกว่าการซื้อที่ดินรัชดาภิเษกที่ระหว่างโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี แต่ศาลตัดสินจำคุกถึง 2 ปี ยังไม่รวมคดี หวยบนดินที่ศาลตัดสินไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ตัดสินในส่วนของ พ.ต.ท.ทักษิณเพราะหลบหนี รวมถึงคดีอื่นๆที่มีการฟ้องแล้ว แต่ไม่ได้เกี่ยวพันกับคดีนี้ )


นอกจากนั้น การศาลฎีกาฯพิพากษา พ.ต.ท.ทักษิณ"อำพราง"หรือ"ซุกหุ้น"จริง ก็เท่ากับการการยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ตั้งแต่ปี 2544-2549 เป็นเท็จไม่ต่ำกว่า 6 ครั้ง ต้องระวางโทษจำคุกคดีละไม่เกิน 6 เดือนรวมแล้ว ถึง 3 ปี


หมายความว่า แม้จะได้ทรัพย์สินคืนบางส่วนกว่า 32,000 ล้านบาท แต่พ.ต.ท.ทักษิณก็ยังไม่สารถกลับมาประเทสไทยได้เพราะมีคดีอาญารอต้อนรับอยู่อีกเพียบ ดังที่ยกตัวอย่างมาข้างต้น


โอกาสเดียวที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะกลับมาเหยียบแผ่นดินเกิดได้คือการต่อสู้จนมีการพระราชทานอภัยโทษหรือออกกฎหมายนิรโทษกรรมหรือต้องสู้จนกว่า"แผ่นดินจะกลบหน้า"ตามที่ได้ประกาศไว้

                               http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1267194270&grpid=no&catid=02

--
โปรดอ่าน blog
www.pridiinstitute.com
www.nakkhaothai.com
www.pcpthai.org
http://wdpress.blog.co.uk
http://rsm2009-rsm2009.blogspot.com
http://twitter.com/sweetblog
http://twitter.com/oknewsblog
http://twitter.com/okblogger
http://twitter.com/sat191
http://www.pacc.go.th/
http://twitter.com/okblogchan
http://twitter.com/sun1951
http://twitter.com/smeblogger
http://twitter.com/seminarblog
http://twitter.com/sunnewsblog
http://twitter.com/okworldblog
http://twitter.com/ktblogger
http://twitter.com/sundayblog
http://twitter.com/mondayblog
http://twitter.com/tuesdayblog
http://twitter.com/wednesdayblog
http://twitter.com/thursdayblog
http://twitter.com/fridayblog
http://twitter.com/saturdayblog
www.youtube.com/user/naiissarachon#p/a/u/0/34ZvscsnCbA

"เรืองไกร"ขู่ถอดรมต.ซุกหุ้นซ้ำแม้ว

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ปีที่ 19 ฉบับที่ 7031 ข่าวสดรายวัน


"เรืองไกร"ขู่ถอดรมต.ซุกหุ้นซ้ำแม้ว




วัน ที่ 27 ก.พ. นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา กรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษา ระบุว่าองค์คณะเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ป หรือทำการซุกหุ้นชินคอร์ปไว้ในชื่อบุตรและเครือญาติ ว่า กรรมาธิการจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด โดยจะนำแนวคำพิพากษาดังกล่าวมาศึกษา เพื่อจะได้นำมาทำต่อในการพิจารณาติดตามว่ามีนักการเมืองที่มีพฤติกรรมเช่น เดียวกับพ.ต.ท. ทักษิณ หรือไม่ โดยต้องนำคำพิพากษามาเทียบเคียงทั้งหมด

นายเรืองไกร กล่าวว่า จากการติดตามเรื่องการถือครองหุ้นของเหล่านักการเมืองมาโดยตลอด เบื้องต้นพบว่ามีรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบัน บางคนมีพฤติกรรมเข้าข่ายซุกหุ้นเช่นเดียวกับพ.ต.ท.ทักษิณ เนื่องจากมีการแจ้งบัญชีทรัพย์สินก่อนเข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี พบว่ามีการถือครองหุ้นจำนวนมาก ราคากว่า 300 ล้านบาท แต่พอมาเป็นรัฐมนตรีหุ้นดังกล่าวหายไป แต่ไปพบว่าบุตรสาวของรัฐมนตรีคนดังกล่าวกลับถือครองหุ้นแทนและตกเป็นลูกหนี้ แต่ไม่มีการจ่ายเงิน พฤติกรรมนี้ถือเป็นการแจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ ตนอยากให้นักการเมืองมีจิตสำนึกมากกว่านี้ เพราะเห็นได้จากตัวอย่างคดีการยึดทรัพย์ของพ.ต.ท.ทักษิณ แล้ว เชื่อว่ายังมีนักการเมืองอีกหลายคนที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายการซุกหุ้น ตนจะรวบรวมหลักฐานก่อนจะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป


หน้า 9
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01EVXdNakk0TURJMU13PT0=&sectionid=TURNek5RPT0=&day=TWpBeE1DMHdNaTB5T0E9PQ==

--
โปรดอ่าน blog
www.pridiinstitute.com
www.nakkhaothai.com
www.pcpthai.org
http://wdpress.blog.co.uk
http://rsm2009-rsm2009.blogspot.com
http://twitter.com/sweetblog
http://twitter.com/oknewsblog
http://twitter.com/okblogger
http://twitter.com/sat191
http://www.pacc.go.th/
http://twitter.com/okblogchan
http://twitter.com/sun1951
http://twitter.com/smeblogger
http://twitter.com/seminarblog
http://twitter.com/sunnewsblog
http://twitter.com/okworldblog
http://twitter.com/ktblogger
http://twitter.com/sundayblog
http://twitter.com/mondayblog
http://twitter.com/tuesdayblog
http://twitter.com/wednesdayblog
http://twitter.com/thursdayblog
http://twitter.com/fridayblog
http://twitter.com/saturdayblog
www.youtube.com/user/naiissarachon#p/a/u/0/34ZvscsnCbA

วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

"ทักษิณ"ไม่พ้นวิบากกรรม ยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านแค่น้ำจิ้ม ป.ป.ช.รอฟันอาญาเพิ่มอีก 6 คดีทุจริต !!




วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 13:01:09 น.  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

"ทักษิณ"ไม่พ้นวิบากกรรม ยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านแค่น้ำจิ้ม ป.ป.ช.รอฟันอาญาเพิ่มอีก 6 คดีทุจริต !!

ทั้ง ทุจริตสนามบินสุวรรณภูมิ 2 คดี-สินเชื่อแบงก์กรุงไทยฉาว-ซุกหุ้นภาค 2 จับตาศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นแปลงสัมปทานและปล่อยกู้รัฐบาลพม่าผูกพันคดี ทุจริต คดีที่ดินรัชดาฯอีก2ปี

คำตัดสินคดียึดทรัพย์จำนวน 7.6 หมื่นล้าน ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะตัดสินในวันศุกร์ที่ 26 ก.พ. 2553 นี้ ไม่ว่าจะออกมาไม่ยกฟ้อง ยึดทรัพย์ทั้งหมด หรือยึดบางส่วน อดีตนายกรัฐมนตรียังคงต้องเผชิญกับคดีอาญาที่เกี่ยวเนื่องกับคดียึดทรัพย์ อีกอย่างน้อย 2-6 คดี
  รายงานข่าวแจ้งว่า คำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ในคดียึดทรัพย์ในวันที่ 26 ก.พ.จะมีต่อคดีทุจริตอื่น ๆ อย่างปฏิเสธไม่ได้ ถ้าหากศาลฎีกาเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีพฤติการณ์ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบในการเอื้อประโยชน์ให้แก่ บริษัทชินคอร์ปจริง โดยเฉพาะในเรื่องการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต และการให้เอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้ให้แก่พม่าแล้ว ก็ยากที่ศาลฎีกาองค์คณะอื่นจะตัดสินคดีเป็นอย่างอื่น เพราะเท่ากับคำพิพากษาของศาลฎีกาขัดแย้งกันเองในเรื่องเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ยังมีคดีทุจริตอีกหลายคดีที่ค้างอยู่ในกระบวนการยุติธรรม
  แหล่งข่าวจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า นอกจากคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน ยังมีคดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณถูกกล่าวหา ทั้งในชั้นศาลฎีกา ชั้นอัยการ และชั้นไต่สวนของ ป.ป.ช.อีกอย่างน้อย 6 คดี ไม่นับคดีซื้อที่ดินรัชดาฯที่ศาลสั่งจำคุก 2 ปี ได้แก่ 1.เรื่องกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับพวก กรณีร่วมกันทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการประมูลงานจ้างเหมาบริการรักษาความ ปลอดภัย ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยวิธีพิเศษ คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนแล้ว โดยมีนายใจเด็ด พรไชยา กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานอนุกรรมการ ขณะนี้อยู่ระหว่างการสรุปสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงเสนอคณะอนุกรรมการไต่ สวน 
  2.เรื่องกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คณะกรรมการบริหาร และพนักงานธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก ร่วมกันอนุมัติสินเชื่อจำนวนมาก โดยไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ 
คณะทำงานร่วม ฝ่ายคณะกรรมการ ป.ป.ช.และฝ่ายอัยการสูงสุด ได้ร่วมกันรวบรวมพยานหลักฐานตามข้อที่ไม่สมบูรณ์ที่อัยการสูงสุดแจ้งให้ทราบ และส่งพยานหลักฐานซึ่งรวบรวมแล้วเสร็จไปยังอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาสั่งคดี แล้ว 
  3.เรื่องกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ กับพวก กระทำผิดโครงการจัดซื้อจัดจ้างปรับเปลี่ยนสายพานลำเลียงกระเป๋าสัมภาระผู้ โดยสารและเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (คดีซีทีเอ็กซ์) 
คณะ ทำงานร่วม ฝ่ายคณะกรรมการ ป.ป.ช.และฝ่ายอัยการสูงสุด อยู่ระหว่างการพิจารณาข้อที่ไม่สมบูรณ์ และรวบรวมพยานหลักฐานให้สมบูรณ์ ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 มาตรา 11 โดยขณะนี้ได้ไต่สวนปากคำพยานและพิจารณาเอกสารหลักฐาน รวมทั้งพิจารณาปัญหาข้อกฎหมายเสร็จสิ้นแล้ว เหลือเพียงสรุปประเด็นทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเสนอที่ประชุมคณะทำงาน พิจารณา
  4.คดีปกปิดบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน (ซุกหุ้นภาค 2) คดีนี้มีผู้กล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่ง ป.ป.ช.ได้ตั้งอนุกรรมการไต่สวนนานแล้ว มีนายภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง
  ในวันที่ 26 ก.พ. 2553 ถ้าศาลฎีกาวินิฉัยว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หุ้นชินคอร์ป จำนวน 1,419 ล้านหุ้นที่แท้จริง แต่ "อำพราง" หรือ "ซุก" อยู่ในชื่อลูก ๆ และเครือญาติ รวมถึงบริษัทต่าง ๆ โดยเฉพาะบริษัท แอมเพิลริช อินเวสต์เม้นต์ และบริษัท วินมาร์ค ลิมิเต็ด ที่ พ.ต.ท.ทักษิณใช้เป็นช่องทางในการผ่องถ่ายเงินเข้า-ออกประเทศไทย ผลของคำพิพากษาของศาลฎีกาจะส่งผลต่อคดีซุกหุ้นภาค 2 
  5.เรื่องกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐ และปฏิบัติหน้าที่เอื้อประโยชน์แก่บริษัทที่ตนถือหุ้นโดยแปลงค่าสัมปทานเป็น ภาษีสรรพสามิต
  คดีนี้อัยการสูงสุดยื่นฟ้องคดีต่อศาลเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2551 ศาลนัดฟังคำสั่งแล้ว นัดพิจารณาคดีครั้งแรกวันที่ 15 ตุลาคม 2551 โดยกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทาน หรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใดเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อประโยชน์สำหรับตัวเองหรือผู้อื่น เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 152, 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 4, 100, 122
ในการพิจารณาคดีครั้งแรก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จำเลย ไม่มาศาล ศาลสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว และออกหมายจับจำเลย อยู่ระหว่างติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จำเลย มาดำเนินคดี ถ้าศาลฎีกาในคดียึดทรัพย์อย่างไร จะมีผลต่อคดีนี้โดยตรง
  6.สำหรับคดีเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้พม่านั้น คตส.ยื่นฟ้องเอง โดยกล่าวหาว่าเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใดเข้าไปมีส่วน ได้ส่วนเสียเพื่อประโยชน์สำหรับตัวเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 และมาตรา 157 
  นอกจากนี้ยังมีคดีที่ศาลรอการพิพากษา คือคดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับพวก รวม 47 คน กระทำความผิดเกี่ยวกับโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (คดีสลากเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว) คดีนี้ในส่วนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ศาลยังไม่ได้อ่านคำพิพากษา
  ส่วนคดีซื้อที่ดินของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินโดยไม่ชอบ (คดีที่ดินรัชดาฯ) ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2551 ให้จำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จำเลยที่ 1 จำนวน 2 ปี ยกฟ้องสำหรับคุณหญิงพจมาน ชินวัตร จำเลยที่ 2 จำเลยไม่อุทธรณ์ คดีถึงที่สุด ศาลได้ออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อนำตัวมารับโทษ
นายวรวิทย์ สุขบุญ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบทรัพย์สิน สำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยความคืบหน้าคดี พ.ต.ท.ทักษิณซุกหุ้นภาค 2 ยอมรับว่า ป.ป.ช.รอดูผลคำพิพากษาของศาลฎีกาว่าจะออกมาอย่างหนึ่งอย่างใด แต่ไม่ได้หมายความว่าคำพิพากษาจะมีผูกพันกับ ป.ป.ช. ในคดีนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีดุลพินิจที่เป็นอิสระ
                               http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1266928767&grpid=no&catid=04

--
โปรดอ่านบล็อก
http://www.pridiinstitute.com
http://www.nakkhaothai.com
http://apps.facebook.com/blognetworks/index.php
http://www.roundfinger.com/
http://twitter.com/sweetblog
http://twitter.com/oknewsblog
http://twitter.com/okblogger
http://twitter.com/sat191
http://www.pacc.go.th/
http://twitter.com/okblogchan
http://twitter.com/sun1951
http://twitter.com/smeblogger
http://twitter.com/seminarblog
http://twitter.com/sunnewsblog
http://twitter.com/okworldblog
http://twitter.com/ktblogger
http://twitter.com/sundayblog
http://twitter.com/mondayblog
http://twitter.com/tuesdayblog
http://twitter.com/wednesdayblog
http://twitter.com/thursdayblog
http://twitter.com/fridayblog
http://twitter.com/saturdayblog
http://www.deepsouthwatch.org/node/687

ป.ป.ช.ฟัน "2 บิ๊ก"ทีโอทีทุจริตพิมพ์สมุดโทรศัพท์หน้าเหลืองเอื้อประโยชน์ บ.ชินวัตรฯ




วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 14:50:07 น.  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ป.ป.ช.ฟัน "2 บิ๊ก"ทีโอทีทุจริตพิมพ์สมุดโทรศัพท์หน้าเหลืองเอื้อประโยชน์ บ.ชินวัตรฯ

ป.ป.ช.ฟัน 2 ผู้บริหารทีโอทีทุจริตจัดพิมพ์สมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์หน้าเหลือง ตั้งแต่ยังเป็นองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย(ทศท.) ทั้งแบ่งเขตการพิมพ์ ลดขนาด ลดค่าขนส่งเพื่อให้บริษัทชินวัตรไดเร็คทอรี่ส์ จำกัด ผู้รับจ้างได้รับประโยชน์เพราะสามารถลดค่าใช้จ่ายลง ขณะที่ทศท.ได้รับความเสียหาย

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ได้เผยแพร่เอกสาร ข่าวเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติว่า นายวิทู รักษ์วนิชพงศ์  อดีตรองผู้อำนวยการองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยหรือ ทศท.(ปัจจุบันคือ ทีโอที จำกัด (มหาชน))นายวิเชียร นาคสีนวล ขณะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบริหารผลประโยชน์(ปัจจุบันเป็นรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีโอที) มีมูลเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และมีมูลเป็นความผิดทางอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา 157 กรณีทุจริตในการจัดพิมพ์สมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ เป็นเหตุให้บริษัท ชินวัตร ไดเร็คทอรี่ส์ จำกัด ในฐานะผู้รับจ้างได้รับผลประโยชน์
เอกสารข่าว ปงป.ช.ระบุว่า กรณีดังกล่าวคณะกรรมการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติแต่งตั้ง คณะอนุกรรมการไต่สวน เพื่อไต่สวนข้อเท็จจริง เรื่องกล่าวหา นายวิทู รักษ์วนิชพงศ์ ขณะดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการ ทศท. และนายวิเชียร นาคสีนวล ขณะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ ายบริหารผลประโยชน์ ทศท. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ในการจัดพิมพ์สมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ เป็นเหตุให้บริษัท ชินวัตร ไดเร็คทอรี่ส์ จำกัด ได้รับผลประโยชน์ โดยมีนายภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวน
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการฯแล้ว ปรากฏข้อเท็จจริงว่า  ทสท.ขณะนันั้นได้ทำสัญญาการจัดพิมพ์และโฆษณาสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ (DIRECTORIES) กับบริษัท ชินวัตร ไดเร็คทอรี่ส์(ในเครือบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน)) จำกัด เมื่อวันที่ 27 มกราคม2538 ให้จัดพิมพ์สมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์เป็นระยะเวลา 10 ปี นับตั้งแต่ฉบับประจำปีพ.ศ.2539 ถึงฉบับประจำปี พ.ศ.2548 และให้จัดพิมพ์สมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์เขตโทรศัพท์นครหลวงและเขตโทรศัพท์ ภูมิภาค ตามการแบ่งเขตที่ ทศท.กำหนด โดยเขตนครหลวงแบ่งเป็น 4 เขต เขตภูมิภาค แบ่งเป็น 4 ภาค (เขต) และที่จะกำหนดต่อไปในภายหน้า
หลังจากการทำสัญญาดังกล่าว บริษัท ชินวัตรไดเร็คทอรี่ส์ มีหนังสือลงวันที่ 7 มิถุนายน 2538 และวันที่ 19 มิถุนายน2538 ถึง ทศท. ขอเปลี่ยนแปลงการแบ่งเขตโทรศัพท์ภูมิภาคใหม่ จาก 4 ภาค(เขต) เป็น 5 ภาค (เขต) โดยแยกภาคตะวันออกออกจากภาคกลาง และการจัดพิมพ์สมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์เขตโทรศัพท์นครหลวง สมุดรายชื่อบุคคลทั่วไป จัดพิมพ์แบ่งเป็น 4 ฉบับ รายชื่อธุรกิจ 1 ฉบับซึ่งนายจุมพล เหราบัตย์ ผู้อำนวยการ ทศท. ขณะนั้นได้อนุมัติเมื่อวันที่ 6ธันวาคม 2538
ทศท.ได้มีหนังสือลงวันที่ 18 ธันวาคม 2538 แจ้งให้บริษัท ชินวัตรไดเร็คทอรี่ส์ จำกัด จัดพิมพ์สมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ เขตโทรศัพท์นครหลวง แบ่งเป็น 4 เขตโดยให้จัดพิมพ์ เป็น 5 ฉบับ แยกเป็นสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์บุคคลทั่วไป 4 ฉบับ ฉบับรายชื่อธุรกิจ1 ฉบับ ส่วนสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ภูมิภาค แยกเป็น 5 ภาค (เขต) และสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ฉบับโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 470 และ 900 แยกเป็น 1 ฉบับ
ต่อมา นายวิทู รักษ์วนิชพงศ์ มีคำสั่งแต่งตั้ง คณะทำงานพิจารณาแนวทางการจัดพิมพ์สมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ ฉบับปีพ.ศ. 2540 โดยมี นายวิเชียร นาคสีนวล  เป็นหัวหน้าคณะทำงานกับพวก รวม 6 คน และมีผู้แทนบริษัท ชินวัตรไดเร็คทอรี่ส์ จำกัด เป็นคณะทำงานร่วมด้วย
ต่อมานายวิเชียร นาคสีนวล และคณะทำงาน มีบันทึกลงวันที่ 20 กันยายน 2539 เสนอแนวทางการปรับปรุงการจัดพิมพ์สมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ สำหรับเขตนครหลวง ฉบับปี พ.ศ.2540 โดยเปลี่ยนจากเดิม มี สมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ จำนวน 8 เล่ม ใน 4 เขต เป็นเขตละ 1 เล่ม รวม 12 เขต ส่วนเขตภูมิภาคฉบับปี พ.ศ.2541 จากเดิมแบ่งตามเขตย่อย 5 ภาค (เขต) คือ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคใต้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นการแบ่งตามเขต AREA CODE ของ ทศท. แบ่งออกเป็น 20 เขต เขตละ1 เล่ม และแจกจ่ายให้เฉพาะผู้ใช้โทรศัพท์ในเขตที่มีหมายเลขโดยตรง ซึ่งไม่ได้แจกจ่ายให้เขตอื่น ๆ ด้วยโดยเสนอเรื่องผ่านผู้ช่วยผู้อำนวยการ ทศท.เพื่อนำเสนอผู้อำนวยการ ทศท. อนุมัติ
แต่ปรากฏว่า นายจุมพล เหราบัตย์ ผู้อำนวยการทศท. ขณะนั้น ไม่ทราบเรื่องและไม่ได้เป็นผู้อนุมัติให้ดำเนินการปรับปรุงการจัดพิมพ์สมุด รายนามผู้ใช้โทรศัพท์ตามแนวทางของคณะทำงานดังกล่าว
แต่ นายวิทู รักษ์วนิชพงศ์ ขณะดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการ ทศท.เป็นผู้ลงนามอนุมัติการแบ่งเขตการจัดพิมพ์สมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ตาม แนวทางการปรับปรุงการจัดพิมพ์สมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ เขตนครหลวงฉบับปี พ.ศ. 2540และเขตโทรศัพท์ภูมิภาค ฉบับปี 2541 ตามที่คณะทำงานพิจารณาแนวทางการจัดพิมพ์สมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ฉบับปี พ.ศ.2540 เสนอ ทั้งที่ นายวิทู รักษ์วนิชพงศ์ ไม่มีอำนาจในการพิจารณาอนุมัติ เนื่องจากเป็นอำนาจของผู้อำนวยการทศท.อีกทั้งมิได้มีการนำเสนอให้คณะกรรมการทศท.พิจารณาให้ความเห็นชอบหรือรับทราบก่อนลงนามอนุมัติ
ต่อมานายวิเชียร นาคศรีนวล มีหนังสือทศท.ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2539 แจ้งให้บริษัท ชินวัตรไดเร็คทอรี่ส์ จำกัด จัดพิมพ์สมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์เขตนครหลวง ฉบับปี พ.ศ.2540 และเขตภูมิภาค ฉบับปี พ.ศ.2541 ผิดไปจากสัญญาฉบับลงวันที่ 27 มกราคม 2538 และไม่เป็นไปตามที่นายจุมพล เหราบัตย์ ผู้อำนวยการทศท.ได้อนุมัติไว้ ซึ่งจากการปรับปรุงการจัดพิมพ์สมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ดังกล่าว เป็นเหตุให้บริษัท ชินวัตรไดเร็คทอรี่ส์ จำกัด ได้รับประโยชน์สามารถลดค่าใช้จ่ายการผลิตสมุดรายนามผู้ใช้โทรศัพท์ ฉบับปี พ.ศ.2540 และฉบับปี พ.ศ.2541เนื่องจากกระดาษที่ใช้พิมพ์ลดลง พิมพ์เล่มเล็กลง ค่าขนส่งลดลง และเป็นเหตุให้ ทศท.ได้รับความเสียหาย
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติว่า การกระทำของ นายวิทู รักษ์วนิชพงศ์และนายวิเชียร นาคสีนวล มีมูลเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และมีมูลเป็นความผิดทางอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา 157ให้ส่งรายงาน เอกสาร และความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อพิจารณาโทษทางวินัยและไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีกับบุคคลทั้งสองตาม ฐานความผิดดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 92 และมาตรา 97 แล้วแต่กรณี ต่อไป
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1267083915&grpid=01&catid=no

--
โปรดอ่านบล็อก
http://www.pridiinstitute.com
http://www.nakkhaothai.com
http://apps.facebook.com/blognetworks/index.php
http://www.roundfinger.com/
http://twitter.com/sweetblog
http://twitter.com/oknewsblog
http://twitter.com/okblogger
http://twitter.com/sat191
http://www.pacc.go.th/
http://twitter.com/okblogchan
http://twitter.com/sun1951
http://twitter.com/smeblogger
http://twitter.com/seminarblog
http://twitter.com/sunnewsblog
http://twitter.com/okworldblog
http://twitter.com/ktblogger
http://twitter.com/sundayblog
http://twitter.com/mondayblog
http://twitter.com/tuesdayblog
http://twitter.com/wednesdayblog
http://twitter.com/thursdayblog
http://twitter.com/fridayblog
http://twitter.com/saturdayblog
http://www.deepsouthwatch.org/node/687

เปิดเครือข่ายธุรกิจ "เอก พระราม9"โชว์รูมรถหรู 120 ล้าน พัวพันคดีฟอกเงินยาเสพติดภาคใต้ ???








วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 15:47:07 น.  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

เปิดเครือข่ายธุรกิจ "เอก พระราม9"โชว์รูมรถหรู 120 ล้าน พัวพันคดีฟอกเงินยาเสพติดภาคใต้ ???

ตกเป็นข่าวหน้า 1 ไปเรียบร้อยแล้ว นักแข่งรถชื่อดัง "เอก PRO SPEC" หรือ นายบารมี อัมพรตระกูล นักธุรกิจเจ้าของโชว์รูมรถยนต์หรูย่านพระราม 9 เมื่อถูกกล่าวหาว่าพัวพันกับคดีฟอกเงินจากค้ายาเสพติด "ประชาชาติธุรกิจ" ตามไปเจาะเครือข่าย ธุรกิจ "เอก พระราม9"โชว์รูมรถหรู 120 ล้าน

... 24 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม  ร่วมกับ พล.ต.อ.กฤษณะ ผลอนันต์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พล.ต.ท.อติเทพ ปัญจมานนท์ ผบช. ปส. และ พล.ต.ท.ณรงค์ ศิริสุนทร ผบช.ตชด. ได้นำกำลังเข้าตรวจค้น โชว์รูมรถยนต์ พระราม 9 ออโต้ของนายบารมี เลขที่ 264 ถนนพระราม 9 แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ พร้อมยึดรถยนต์จำนวน 17 คัน มูลค่า 120 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นรถแข่ง อาทิ ยี่ห้อ พอร์ซ เฟอรารี่  แลมโบร์กินี  เลกซัส บีเอ็มดับเบิลยู เนื่องจากพัวพันกับเครือข่ายยาเสพติดระหว่างประเทศ
      นายพีระพันธุ์ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2552 เจ้าหน้าที่ได้จับกุมผู้ต้องหาได้ 4 คน พร้อมยาบ้า 134,000 เม็ด และเงินสดกว่า 6 ล้านบาท ในอำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นแก๊งยาบ้ารายใหญ่ของภาคใต้ ครอบคลุมประเทศมาเลเซีย  จากการสอบสวนผู้ต้องหาสารภาพว่าใช้เงินสดที่ได้จากการขายยาบ้าไปซื้อรถยนต์ ราคาแพงจำนวนมาก 1 ในนั้นได้จดกรรมสิทธิในนามบริษัท พระราม 9 ออโต จำกัด ด้วย เจ้าหน้าที่ได้อายัดรถยนต์ทั้ง 17 คันไว้ตรวจสอบ
      ขณะที่ พล.ต.ท.อติเทพ ระบุว่า ผู้ต้องหาคนหนึ่งได้นำเงินที่ได้จากการขายยาบ้ามาซื้อรถยนต์ราคาแพงแล้วนำมา จอดขายที่โชว์รูมรถที่พระราม 9 เพื่อฟอกเงิน นอกจากนี้ยังทำธุรกิจส่งกล้ายางพารา มะนาว และมะละกอ บังหน้า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเรียกตัวนายบารมีมาสอบสวนว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายา เสพติดหรือไม่
      "ประชาชาติธุรกิจ"ตรวจสอบพบว่า นายบารมี อัมพรตระกูล เป็นเจ้าของธุรกิจ  4 บริษัท ได้แก่
       1.บริษัท พระราม 9 ออโต จำกัด 
       2.บริษัท ขุมทอง ทัวร์ จำกัด
       3. บริษัท เพชรอัมพร จำกัด 
       และ 4. บริษัท เมาดีพ จำกัด
       บริษัท พระราม 9 ออโต จำกัด ก่อตั้งวันที่ 14 มิถุนายน 2544 ทุนจดทะเบียน  1 ล้านบาท ที่ตั้งเลขที่  264 ถนนพระราม 9 แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ มีนายบารมี อัมพรตระกูล ถือหุ้น 33.9 % นางวรรณี เลี่ยมแจ่ม 33 %  นายสละ เลี่ยมแจ่ม 33 %   มีกรรมการ  3 คนคือ นายบารมี อัมพรตระกูล  นายชวลิต เลี่ยมแจ่ม และนางสาวอัญชลี เลี่ยมแจ่ม
       บริษัท พระราม 9 ออโต จำกัด ได้แจ้งผลประกอบการต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ว่า ปี 2551 รายได้ 2 ล้านบาท  กำไรสุทธิ 3 แสนบาทเศษ  ปี 2550 รายได้ 2 แสนบาทเศษ ขาดทุน 7 แสนบาทเศษ มีสินทรัพย์เพียง 4 แสนบาทเศษ
      บริษัท ขุมทอง ทัวร์ จำกัด  ก่อตั้งวันที่ 22 สิงหาคม 2544  ทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท  ที่ตั้งเดียวกัน ประกอบธุรกิจ จำหน่าย จัดหา เช่า เช่าซื้อ จำนำรถยนต์
 ผู้ถือหุ้น 30 เมษายน 2547   ผู้ถือหุ้น ได้แก่ นายดิเรก ธนศิลาชัย  นายบรรยงค์ อัมพรตระกูล  นายชวลิต เลี่ยมแจ่ม  นางชวลี อัมพรตระกูล  นายบารมี อัมพรตระกูล  นางสาวยุวลี อัมพรตระกูล  และนางสาวอัญชลี เลี่ยมแจ่ม  โดยมีนายบรรยงค์ อัมพรตระกูล  และนายบารมี อัมพรตระกูล เป็นกรรมการ
      บริษัทนี้ไม่ส่งงบการเงินหลายปีติดต่อกัน
       บริษัท เพชรอัมพร จำกัด  ก่อตั้งวันที่   24 กรกฎาคม 2530 ทุนจดทะเบียน   1 ล้านบาท ที่ตั้งเลขที่ 43 ซอยลาดกระบัง 44 ถนนลาดกระบัง แขวงลาดกระบัง เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ  ประกอบธุรกิจขายหินแกรนิต หินอ่อน  ผู้ถือหุ้น  นายบรรยงค์ อัมพรตระกูล นางชวลี อัมพรตระกูล  นางสาวชวไล ชุ่มคำ  นายสนอง อาจหาญ  นางสุนีย์ ตั้งสง่า นายชาติ อัมพรตระกูล  และนางสุทธิมา มาศปกรณ์   มีนายบรรยงค์ อัมพรตระกูล นางสุนีย์ ตั้งสง่า น.ส.ชวไล ชุ่มคำ น.ส.ยุวลี อัมพรตระกูล  และนายบารมี อัมพรตระกูล เป็นกรรมการ
      ผลประกอบการ ปี 2551 รายได้ 6 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2.5 แสนบาท  ปี 2550 รายได้ 6.8 ล้านบาทา กำไรสุทธิ 3.8 แสนบาท  มีสินทรัพย์ 2.7 ล้านบาท
      บริษัท เมาดีพ จำกัด  ผับ-ร้านอาหาร  ก่อตั้งวันที่  18 มิถุนายน 2552 ทุนจดทะเบียน  1 ล้านบาท ที่ตั้งเลขที่ 671 หมู่บ้านหมู่บ้านรัชดานิเวศน์ 21 ซอยหมู่บ้านรัชดานิเวศน์ 21 ถนนประชาอุทิศ แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ  มีนายวิโรจน์ วรรณพงศ์ศิริ  และนายบารมี อัมพรตระกูล เป็นกรรมการ
      จากการตรวจสอบพบว่า  นายสละ เลี่ยมแจ่ม และ นางวรรณี เลี่ยมแจ่ม  หุ้นส่วนของนายบารมี เป็นเจ้าของอพาร์ทเม้นให้เช่าในชื่อ บริษัท สยามท้องถิ่น จำกัด ก่อตั้งวันที่  10 กรกฎาคม 2538  ทุนจดทะเบียน   20 ล้านบาท  ที่ตั้ง เลขที่ 456/1 ถนนประชาอุทิศ แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ
      ส่วนนายบรรยงค์ อัมพรตระกูล ถือหุ้นและเป็นกรรมการ บริษัท ลาดกระบังขนส่ง จำกัด ก่อตั้งเมื่อวันที่  30 ตุลาคม 2530 ทุนจดทะเบียน  20 ล้านบาท
ที่ตั้งเลขที่  300/46 หมู่ที่ 1 ถนนหลวงแพ่ง แขวงทับยาว เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ มีนายอวยชัย ตั้งสง่า นายบรรยงค์ อัมพรตระกูล  นายธวัชชัย ตั้งสง่า นายเอกชัย ตั้งสง่า เป็นกรรมการ  ซึ่งตระกูลตั้งสง่า เป็นเจ้าของธุรกิจนับสิบบริษัท
      กล่าวสำหรับนายบารมี นักแข่งรถดัง ชะตากรรมจะเป็นอย่างไร ?
      ต้องติดตามกันต่อไป

ขอบคุณภาพจาก :หนังสือพิมพ์ไทยรัฐและเดลินิวส์
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1267087813&grpid=01&catid=no

--
โปรดอ่านบล็อก
http://www.pridiinstitute.com
http://www.nakkhaothai.com
http://apps.facebook.com/blognetworks/index.php
http://www.roundfinger.com/
http://twitter.com/sweetblog
http://twitter.com/oknewsblog
http://twitter.com/okblogger
http://twitter.com/sat191
http://www.pacc.go.th/
http://twitter.com/okblogchan
http://twitter.com/sun1951
http://twitter.com/smeblogger
http://twitter.com/seminarblog
http://twitter.com/sunnewsblog
http://twitter.com/okworldblog
http://twitter.com/ktblogger
http://twitter.com/sundayblog
http://twitter.com/mondayblog
http://twitter.com/tuesdayblog
http://twitter.com/wednesdayblog
http://twitter.com/thursdayblog
http://twitter.com/fridayblog
http://twitter.com/saturdayblog
http://www.deepsouthwatch.org/node/687

วิวิทย์วิน เตียสวัสดิ์ สู้ 1 ปีมีแค่กระดาษ

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ปีที่ 19 ฉบับที่ 7030 ข่าวสดรายวัน


วิวิทย์วิน เตียสวัสดิ์ สู้ 1 ปีมีแค่กระดาษ


คอลัมน์ ข่าวทะลุคน




ต่อสู้มาเป็นปี แถมลงทุน"ปาอึ"ใส่บ้านพักของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

จนตัวเองต้องนอนคุก 5 วัน

เพื่อหวังแก้ปัญหาสำนักงานข้างบ้าน พ่นควันบุหรี่ใส่บ้านพักในเขตบางกะปิ ส่งผลให้ลูกสาวคนโตมีปัญหากับระบบทางเดินหายใจ

แต่นายวิวิทย์วิน เตียสวัสดิ์ วัย 42 ปี ต้องออกมาร้องเรียนอีกครั้ง

ได้ป้ายเขตปลอดบุหรี่มาติดหน้าทางเข้าบ้านก็จริง

แต่ปัญหาควันพิษจากสิงห์อมควันจากข้างบ้านยังตามรังควาน

เปลี่ยนจากชั้นล่างไปสูบชั้น 2 ควันบุหรี่จึงลอยเข้าบ้านเต็มๆ

กลัวว่าลูกสาวคนกลางและคนเล็กจะเจอควันพิษเล่นงานไปด้วย



คุณพ่อของลูกสาว 3 คน วัย 42 ปี ภรรยาเป็นพยาบาลอยู่ร.พ.ศิครินทร์ ย่านบางนา

จบมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ

ปัจจุบันประกอบอาชีพขายของเก่าอยู่ย่านบางกะปิ อาทิ รถจักรยาน โต๊ะ เก้าอี้ ของสะสมต่างๆ

ลูกสาวคนโตวัย 12 ปีมีปัญหาควันบุหรี่เล่นงานจนล้มป่วยบ่อยครั้ง

เดินหน้าร้องเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมานานร่วมปี ทั้งยื่นเรื่องร้องเรียนไปที่สำนักงานเขตบางกะปิ รวมถึงฝ่ายกฎหมาย โรงงานยาสูบ

ไปยื่นเรื่องที่กรุงเทพมหานคร และยื่นเรื่องร้องเรียนที่บ้านนายกรัฐมนตรี

แต่เรื่องไม่คืบหน้า

และแจ้งความในคดีร่วมกันพยายามฆ่า ตำรวจไม่รับแจ้งความ



สุดท้ายสุดทนอัดอั้น บุก"ปาอึ"เพื่อทวงถามความเป็นธรรม

ที่ได้ป้ายติดประกาศเป็นพื้นที่ห้ามสูบบุหรี่

ในพื้นที่ซึ่งเป็นที่สาธารณะอันห้ามสูบบุหรี่อยู่แล้ว

แต่ควันบุหรี่ยังรม

จะให้พ่อที่รักลูกทำอย่างไร?


หน้า 6
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROamIyd3hNakkzTURJMU13PT0=&sectionid=TURNd013PT0=&day=TWpBeE1DMHdNaTB5Tnc9PQ==

--
โปรดอ่านบล็อก
http://www.pridiinstitute.com
http://www.nakkhaothai.com
http://apps.facebook.com/blognetworks/index.php
http://www.roundfinger.com/
http://twitter.com/sweetblog
http://twitter.com/oknewsblog
http://twitter.com/okblogger
http://twitter.com/sat191
http://www.pacc.go.th/
http://twitter.com/okblogchan
http://twitter.com/sun1951
http://twitter.com/smeblogger
http://twitter.com/seminarblog
http://twitter.com/sunnewsblog
http://twitter.com/okworldblog
http://twitter.com/ktblogger
http://twitter.com/sundayblog
http://twitter.com/mondayblog
http://twitter.com/tuesdayblog
http://twitter.com/wednesdayblog
http://twitter.com/thursdayblog
http://twitter.com/fridayblog
http://twitter.com/saturdayblog
http://www.deepsouthwatch.org/node/687

สตรีปากีฯทนคลอดลูกในรถ หลังตำรวจปิดถนนเปิดทางให้ขบวนประธานาธิบดี


ประธานาธิบดีอาซิฟ อาลี ซาร์ดารี

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 14:48:24 น.  มติชนออนไลน์

สตรีปากีฯทนคลอดลูกในรถ หลังตำรวจปิดถนนเปิดทางให้ขบวนประธานาธิบดี

สตรีชาวปากีสถานรายหนึ่งจำเป็นต้องคลอดลูกกลางท้องถนนที่ติดขัด เพื่อเปิดทางให้ขบวนรถของประธานาธิบดีอาซิฟ อาลี ซาร์ดารี สามารถเดินทางไปได้โดยสะดวก


สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สตรีรายนี้ถูกนำขึ้นรถยนต์ส่วนตัวเพื่อเดินทางไปยังโรงพยาบาลในเมืองคูเอตตา เมื่อช่วงเย็นวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับทำการปิดถนนในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อเปิดทางให้แก่ขบวนรถยนต์ของประธานาธิบดีปากีสถาน


"เราร้องขอกับตำรวจว่านี่เป็นเรื่องเร่งด่วนฉุกเฉินแต่พวก เขากลับปฏิเสธ โดยอ้างระเบียบที่ว่าไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ขับรถเคลื่อนไปได้ ตราบใดที่ขบวนรถของประธานาธิบดียังไม่ได้เดินทางผ่านไป" โมฮัมหมัด ซาฟาร์ น้องชายของสตรีโชคร้ายรายดังกล่าว ให้สัมภาษณ์และว่า "มันเป็นเรื่องชั่วร้ายเหลือทน ที่ประชาชนต้องมาทนทุกข์ทรมานอย่างไร้เหตุผล เพื่อเปิดทางให้ผู้นำรัฐบาลได้นั่งรถผ่านไปก่อน"


อย่างไรก็ตาม ซาฟาร์เปิดเผยว่าพี่สาวของตนเองและลูกน้อยที่เพิ่งคลอดมีสุขภาพที่แข็งแรงปลอดภัยดี


ทางด้านประธานาธิบดีซาร์ดารีได้ออกมาแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งออกคำสั่งให้มีการสอบสวนเรื่องราวดังกล่าว


"ช่องทางจราจรทางเลือกควรจะถูกเปิดทางไว้ เพื่อเป็นการรับประกันว่าจะไม่มีประชาชนคนใดต้องทนทุกข์ทรมานในสถานการณ์ เช่นนั้น" ประธานาธิดีปากีสถานกล่าวกับสำนักข่าวเอพีพีของรัฐบาล


ทั้งนี้ กระบวนการรักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้นำรัฐบาลของปากีสถานดำเนินไปอย่างเข้ม งวดกวดขัน เพื่อป้องกันการถูกลอบโจมตีจากกลุ่มอิสลามหัวรุนแรง โดยขบวนรถของอดีตประธานาธิบดีเปอร์เวซ มูชาร์ราฟ  ก็เคยถูกโจมตีด้วยระเบิดถึงสองครั้ง แต่มูชาร์ราฟสามารถรอดชีวิตมาได้

                                http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1267170615&grpid=&catid=06

--
โปรดอ่านบล็อก
http://www.pridiinstitute.com
http://www.nakkhaothai.com
http://apps.facebook.com/blognetworks/index.php
http://www.roundfinger.com/
http://twitter.com/sweetblog
http://twitter.com/oknewsblog
http://twitter.com/okblogger
http://twitter.com/sat191
http://www.pacc.go.th/
http://twitter.com/okblogchan
http://twitter.com/sun1951
http://twitter.com/smeblogger
http://twitter.com/seminarblog
http://twitter.com/sunnewsblog
http://twitter.com/okworldblog
http://twitter.com/ktblogger
http://twitter.com/sundayblog
http://twitter.com/mondayblog
http://twitter.com/tuesdayblog
http://twitter.com/wednesdayblog
http://twitter.com/thursdayblog
http://twitter.com/fridayblog
http://twitter.com/saturdayblog
http://www.deepsouthwatch.org/node/687