อินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน
Bookmark and Share
Bookmark and Share

วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

นครบาลขึ้นบัญชีวิทยุชุมชนเถื่อน

19 กพ. 2553 15:02 น.

พล.ต.ต.วรศักดิ์ นพสิทธิพร รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ( รอง ผบช.น.) รับผิดชอบงานด้านความมั่นคง เรียกประชุมนายตำรวจระดับ ผกก. -สารวัตร ในสังกัดกองบังคับการตำรวจนครบาล 1-9 เน้นย้ำนโยบายการทำหน้าที่เพื่อดูแลสถานการณ์ด้านความมั่นคงในพื้นที่ กทม. โดยให้สำรวจข้อมูลวิทยุชุมชนในเขตพื้นที่รับผิดชอบว่ามีกี่แห่งที่ใดบ้างโดยให้รายงานรายละเอียดมายัง บช.น. ทราบเพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนด้านความมั่นคงสืบเนื่องจากปัจจุบันมีสถานนีชุมชนวิทยุในพื้นที่ กทม.หลายแห่งที่ไม่ได้ขออนุญาตและขึ้นทะเบียนต่อสำนักงานกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ มีเพียงที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายมีจำนวน 330 สถานนีเท่านั้น แบ่งเป็นสถานีวิทยุชุมชน. 100 แห่งแยกตาม บก.น. คือ 
บก.น.1 จำนวน 3 สถานี 
บก.น.2 จำนวน 18 สถานี 
บก.น.3 จำนวน 22 สถานี 
บก.น.4 จำนวน 11 สถานี 
บก.น.5 จำนวน 9 สถานี 
บก.น.6 จำนวน 2 สถานี 
บก.น.7 จำนวน 11 สถานี 
บก.น.8 จำนวน 7 สถานี และ 
บก.น.9 จำนวน 17 สถานี 
ส่วนที่เหลือเป็นสถานีวิทยุทั่วไป โดยให้ทำการสำรวจชื่อสถานีวิทยุชุมชน คลื่นความถี่ ผู้ขออนุญาต ที่ตั้ง เบอร์โทรศัพท์ และผู้ดำเนินการเพื่อรายงานให้ บช.น.ทราบโดยเร็วเพื่อใช้เป็นข้อมูลในตรวจสอบดำเนินการตามกฎหมายหากมีกระทำที่ผิดกฎหมายเกิดขึ้นในลักษณะยั่วยุให้ข้อมูลที่ผิดพลาเคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง 
พล.ต.ต.วรศักดิ์ กล่าวว่า การะประชุมวันนี้เป็นการวางมาตรการให้ทุก สน. ที่มีสถานีวิทยุชุมชนในพื้นที่ รับทราบแนวทางในการปฏิบัติในการดำเนินการกับวิทยุชุมชน กรณีที่กระทำผิดกฎหมาย ซึ่งไม่ได้เจาะจงว่าเป็นเฉพาะเรื่องการเมืองเท่านั้น แต่ให้ดูการทำผิดในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกระทบสิทธิผู้อื่น โดยจะมีการสุ่มตรวจสอบ ส่วนการเฝ้าฟังนั้นยังไม่สามารถระบุได้ขึ้นอยู่กับแต่ละ สน.ว่าต้องดำเนินการอย่างไร

http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=433268
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.thaifreedompress.blogspot.com/
http://sunblog1951.blogspot.com/ sunday
http://blogpwd.blogspot.com/ pwd9
http://ktblog1951.blogspot.com/ pwday
http://newsblog9.blogspot.com/ news
http://bloghealth99.blogspot.com/ health
http://labour9.blogspot.com/ labour
http://www.media4democracy.com/th/
http://www.youngtelecom.org/
http://www.logex.kmutt.ac.th/
http://www.mict4u.net/thai/
http://www.chula.ac.th/visitors/thai/calendar.htm
http://www.agkmstou.com/2008/index.php
http://www.baanjomyut.com/library/lotus/index.html
http://www.asianbarometer.org/newenglish/introduction/default.htm
http://www.isriya.com/node/2809
/wordcamp-bangkok-2009-pool-party
C:\Documents and Settings\user\My Documents\ไฟล์ที่ได้รับของฉัน\issarachon1101.wma
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=hiansoon

วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

แกะพิรุธเครื่อง "จีที 200" กองทัพบก สั่งซื้อกระจาย 466 เครื่อง จาก บริษัท "AVIA SATCOM



วันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 16:45:58 น.  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ 

แกะพิรุธเครื่อง "จีที 200" กองทัพบก สั่งซื้อกระจาย 466 เครื่อง จาก บริษัท "AVIA SATCOM

แกะพิรุธเครื่อง "จีที 200" กองทัพบก "ยุคบิ๊กป๊อก" พลเอกอนุพงษ์ เหล่าจินดา ผบ.ทบ. สั่งซื้อกระจาย 466 เครื่อง จาก บริษัท "AVIA SATCOM" อันเป็นบริษัทก๊วนพลเอก นี่อาจเป็นเหตุที่ บิ๊ก ๆ ต่างออกมาปกป้อง จีที 200 อย่างออกนอกหน้า 

 .. ตอนที่แล้ว ประชาชาติธุรกิจ  แกะรอยปมจัดซื้อเครื่องตรวจระเบิด- สารเสพติด จีที 200 และ อัลฟ่า 6 ของหน่วยงานรัฐ   กระทรวงมหาดไทยของ ปู่จิ้น - ชวรัตน์ ชาญวีรกูล สั่งซื้อ 3 ลอตกว่า 500 เครื่อง ราคาไม่เท่ากัน คิดส่วนต่างราคาเป็นเงินถึง 100 ล้านบาท พิรุธเอกชน 2 รายเป็นเครือข่ายเดียวกันของนักการเมืองดัง 


        จากการตรวจสอบ เราพบว่า กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย จัดซื้อเครื่องตรวจเจ้าปัญหา "อัลฟา-6"  จากเอกชน 2 รายเครือข่ายเดียวกันคือ  บริษัท ยูจีซี เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด และ บริษัท เปโตรกรุงเทพฯ จำกัด  รวม 542 เครื่อง วงเงินกว่า 380 ล้านบาท


        หน่วยงานทางด้านความมั่นคงอีกแห่งที่ใช้บริการเครื่องตรวจเจ้าปัญหาด้วยเหมือนกันคือกองทัพบก  เพียงแต่มิใช่ "อัลฟ่า 6" หากเป็น "จีที 200" ล้วนๆ 
       ล่าสุด  "ประชาชาติธุรกิจ"ตรวจสอบพบว่า กองทัพบกได้สั่งซื้อเครื่องตรวจจับสารเสพติด,อาวุธและวัตถุระเบิด ยี่ห้อ "จีที 200" จากประเทศอังกฤษ อย่างน้อย  8 ครั้ง  รวม 466 เครื่อง เป็นเงินทั้งหมด 419.5 ล้านบาท (เท่าที่ตรวจพบ) 
       ครั้งแรกปลายเดือนกรกฎาคม 2550 จำนวน 2 เครื่อง ๆละ 950,000 บาท เป็นเงิน 1,900,000 บาท 
       ครั้งที่ 2 วันที่ 18 ส.ค. 2551  จำนวน 2 เครื่อง  ๆ ละ 900,000 บาท  เป็นเงิน  1,800,000 บาท
       ครั้งที่ 3 วันที่ 3 ก.ย. 2551  จำนวน 19 เครื่อง ๆ ละ 900,000 บาท เป็นเงิน  17,100,000 บาท   
       ครั้งที่ 4 วันที่ 16 ก.ย. 2551  จำนวน 18 เครื่อง ๆ ละ 900,000 บาท เป็นเงิน 16,200,000 บาท  
       ครั้งที่ 5 วันที่ 30 ก.ย. 2551 จำนวน  44 เครื่อง ๆ ละ 900,000 บาท  เป็นเงิน  39,600,000 บาท   
       ครั้งที่ 6 วันที่ 27 ก.พ. 2552  จำนวน 222 เครื่อง ๆ ละ 900,000 บาท เป็นเงิน 199,800,000 บาท  
       ครั้งที่ 7 วันที่  8 เม.ย. 2552 จำนวน 129 เครื่อง ๆ ละ 900,000 บาท เป็นเงิน  116,100,000 บาท  
       ครั้งที่ 8 วันที่ 28 เม.ย. 2552 จำนวน 30 เครื่อง ๆ ละ 900,000 บาท เป็นเงิน 27,000,000 บาท   
       ทั้ง 8 ครั้ง เป็นการจัดซื้อผ่านบริษัท เอวิเอ แซทคอม จำกัด เพียงรายเดียว


       บริษัท เอวิเอ แซทคอม จำกัด (AVIA SATCOM CO.,LTD.)  ก่อตั้งเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2535 ทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 1 ล้านบาท ต่อมาเพิ่มทุนอีก 4 ครั้ง ล่าสุดวันที่ 5 มิถุนายน 2552 เพิ่มเป็น 250 ล้านบาท ที่ตั้งเลขที่  174/68-71 หมู่ 9 ถนนวิภาวดี แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ  มีนายสุทธิวัฒน์ วัฒนกิจ ถือหุ้นใหญ่ 2,399,999 หุ้น จากทั้งหมด 2,500,000 หุ้น


       นายสุทธิวัฒน์มีบริษัทที่ทำธุรกิจทางด้านอุปกรณ์สื่อสาร เทคโนโลยี ซอฟแวร์ อีกอย่างน้อย 4 บริษัท ได้แก่  บริษัท ลิบราเวย์ จำกัด , บริษัท แอโรว์เทคนิค เอวิเอชั่น เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด  บริษัท เอวิเอ ซิสเต็ม จำกัด  และ  บริษัท เอวิเอ ซาบ เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งเพิ่งก่อตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมา (ให้บริการโครงข่าวสื่อสารและอุปกรณ์ซอฟแวร์)


       หุ้นส่วนธุรกิจของนายสุทธิวัฒน์ คือ พล.อ.อภิชิต กานตรัตน์ อดีตผู้ทรงวุฒิพิเศษกองบัญชาการทหารสูงสุด   เรืออากาศเอก ขจรศักดิ์ วัฒนางกูร  และกลุ่มบริษัท ซาบ จากประเทศสวีเดน (ตัวแทนจัดจำหน่ายเครื่องบนกริฟเฟ่นให้กองทัพอากาศ)  โดย พล.อ.อภิชิตยังเป็นกรรมการ บริษัท เอวิเอ ซาบ เทคโนโลยี จำกัดอีกแห่งหนึ่ง
       บริษัท เอวิเอ แซทคอม จำกัด ทำการค้ากับกองทัพมานาน ตั้งแต่ปี 2542 เคยเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์วิทยุสื่อสารให้ศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.)  กองบัญชาการทหารสูงสุด  , กรมสื่อสารทหารอากาศ กองทัพอากาศ , กรมการขนส่งทหารบก กองทัพบก นับสิบรายการ อาทิ


       เครื่องมือสื่อสารเพื่อใช้ราชการกองกำลังเฉพาะกิจ 976 ไทย/อีรัก  วงเงิน 25.1 ล้านบาท  , ชิ้นส่วนซ่อมเฮลิคอปเตอร์ลำเลียง แบบ 47 วงเงิน  19.3 ล้านบาท , รถวิทยุในระบบควบคุมอากาศยานทางยุทธวิธี  จำนวน  39.2 ล้านบาท , ซ่อมบำรุงเรดาร์แบบเคลื่อนที่แบบgiraffe  34.2 ล้านบาท  , ซื้อระบบโทรศัพท์ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต(VOIP) จำนวน  5.2 ล้านบาท เป็นต้น


      นอกจากขาย "จีที 200" ให้กองทัพบก  เอกชนรายนี้ยังขายเครื่องมือชนิดเดียวกันให้หน่วยงานอื่นอย่างน้อย 2 แห่ง ได้แก่  
      กรมศุลกากร จำนวน 6 เครื่อง  เมื่อวันที่  19 มิถุยายน 2552  ราคา 2,560,000 บาท  (เครื่องละ 426,666 บาท)   
      และกรมราชองครักษ์  จำนวน 3 ชุด เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2552  ราคา 3,600,000 บาท (ชุดละ 1,200,000 บาท)  
      กล่าวเฉพาะกองทัพบก เมื่อตกเป็นข่าว ดูเหมือนผู้นำระดับสูงไม่ค่อยมั่นใจกับประสิทธิภาพของเครื่องมือชนิดนี้เท่าใดนัก ไม่กล้าพูดอย่างเต็มปากเต็มคำ
และไม่มีการเปิดเผยข้อมูลกระบวนการจัดซื้ออย่างตรงไปตรงมา


      ล่าสุด พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา (บิ๊กป๊อก) ผู้บัญชาการทหารบก  ให้สัมภาษณ์ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553 กรณีการจัดหายุทโธปกรณ์ของกองทัพบก โดยเฉพาะเครื่องตรวจหาสารวัตถุระเบิดจีที 200  และเรือเหาะตรวจการณ์ สำหรับใช้ปฏิบัติภารกิจงานด้านความมั่นคงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า


     "ไม่มีปัญหา ยุทโธปกรณ์ของกองทัพบกทั้งหมด มีแนวทางคือว่าดีไม่ดีอย่างไรก็พิสูจน์  ส่วนจะอ้างว่าการจัดซื้อสุจริตหรือทุจริตนั้น ถือเป็นคนละกรณีกัน ถ้าจะบอกว่าซื้อแล้วมีผลประโยชน์อย่างไร ก็ต้องดำเนินการ เจ้าหน้าที่ทุกส่วนของกองทัพบกพร้อมพิสูจน์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็สืบสวนสอบสวนมา หากทำผิดจริงก็ปลด เราทำทุกอย่างโปร่งใสเพราะเราอยู่ในสังคม ส่วนการใช้งาน GT 200 ในตอนนี้ทางเจ้าหน้าที่ก็ทำงานตามปกติ" 


      ขณะที่เรืออากาศเอก ขจรศักดิ์ วัฒนางกูร ผู้อำนวยการบริษัท เอวิเอ แซทคอม จำกัด ออกมาเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า เครื่อง จีที 200 ที่บริษัทจำหน่ายให้หน่วยงานราชการทำงานได้ดี และไม่มีปัญหาร้องเรียน 
      อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในเรื่องประสิทธิภาพจะเป็นอย่างไร ? 
      อีกไม่นานคงรู้กัน
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1265350287&grpid=no&catid=03
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.thaifreedompress.blogspot.com/
http://sunblog1951.blogspot.com/ sunday
http://blogpwd.blogspot.com/ pwd9
http://ktblog1951.blogspot.com/ pwday
http://newsblog9.blogspot.com/ news
http://bloghealth99.blogspot.com/ health
http://labour9.blogspot.com/ labour
http://www.media4democracy.com/th/
http://www.youngtelecom.org/
http://www.logex.kmutt.ac.th/
http://www.mict4u.net/thai/
http://www.chula.ac.th/visitors/thai/calendar.htm
http://www.agkmstou.com/2008/index.php
http://www.baanjomyut.com/library/lotus/index.html
http://www.asianbarometer.org/newenglish/introduction/default.htm
http://www.isriya.com/node/2809
/wordcamp-bangkok-2009-pool-party
C:\Documents and Settings\user\My Documents\ไฟล์ที่ได้รับของฉัน\issarachon1101.wma
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=hiansoon

วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ย้อนดู"คดียึดทรัพย์"จากปี 2484 ถึง 2553 จาก"ศาลเตี้ย"สู่"ศาลฎีกาฯ" จับตา"ประกาศฉบับที่ 30" ?



ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ


วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 11:55:07 น.  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ย้อนดู"คดียึดทรัพย์"จากปี 2484 ถึง 2553 จาก"ศาลเตี้ย"สู่"ศาลฎีกาฯ" จับตา"ประกาศฉบับที่ 30" ?

ประชาชาติธุรกิจ นำท่านผู้อ่านไปย้อนอดีตกลับไปดูคดียึดทรัพย์ในอดีตหลัง 2475 เป็นต้นมา อาจทำให้ท่านผู้อ่าน หูตาสว่างขึ้น !!!

       ช่วงนี้ ไปไหนมาไหนก็มีแต่คนพูดถึงเรื่องการที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองจะพิพากษาคดีเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของอดีตนายกรัฐมนตรีกันอยู่ มาก เรียกได้ว่าเป็นหัวข้อสนทนาที่สำคัญในสังคมไทย  ...    ผลจะเป็นอย่างไรก็รอฟังในบ่ายวันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์  แต่ก่อนจะไปถึงวันนั้น วันนี้ เรามาย้อนดูคดียึดทรัพย์ที่ผ่านมา     ล่าสุด ศ.ดร.  นันทวัฒน์ บรมานันท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ค้นคว้าข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการยึดทรัพย์ครั้งสำคัญ ๆ ในประเทศไทยที่ชวนติดตาม
   ทั้งนี้ นับแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475  อาจแบ่งได้เป็น 3 เรื่องหลัก ๆ คือ การยึดทรัพย์พระมหากษัตริย์ การยึดทรัพย์นักการเมือง และการยึดทรัพย์ข้าราชการระดับสูง

    @ การยึดทรัพย์พระมหากษัตริย์
     สำหรับ “คนรุ่นใหม่” คงสงสัยว่า “การยึดทรัพย์พระมหากษัตริย์” เกิดขึ้นได้อย่างไร เป็นที่ทราบกันดีอยู่ว่า หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 สถานะของพระมหากษัตริย์เปลี่ยนแปลงไปไม่เหมือนกับในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ “อะไรๆ” จึงเกิดขึ้นมากมายในช่วงเวลาดังกล่าว

   ผมคงไม่สามารถนำมาเล่าทั้งหมดได้ แต่จะเล่าให้ฟังถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการยึดทรัพย์ของพระปกเกล้าเจ้า อยู่หัวภายหลังจากที่พระองค์ทรงสละราชสมบัติ ซึ่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว ในเวลานี้ก็หายากมาก ได้อาศัยหนังสือเรื่อง “เจ้าฟ้าประชาธิปก ราชันผู้นิราศ” ของนายหนหวย (ไม่ปรากฏวันเดือนปีที่พิมพ์และสำนักพิมพ์) มาเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นคว้า

    สรุปความได้ว่า ในปี พ.ศ. 2478 รัฐบาลในขณะนั้นได้เสนอร่างกฎหมายฉบับหนึ่งซึ่งต่อมาได้ผ่านการพิจารณาของ สภาผู้แทนราษฎร และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2479 กฎหมายดังกล่าวคือ “พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พุทธศักราช 2479” กฎหมายนี้มีขึ้นเพื่อแบ่งเอาทรัพย์สินและผลประโยชน์ของพระมหากษัตริย์ไปเป็น ของแผ่นดินโดยแยกทรัพย์สินส่วนพระองค์ ทรัพย์สินส่วนสาธารณะสมบัติของแผ่นดินและทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ออกจาก กัน เมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับ ก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อตรวจสอบทรัพย์สินตามที่กำหนดไว้ใน กฎหมายดังกล่าว

   คณะกรรมการชุดนี้พบว่ามีเงินจำนวนหนึ่งถูกสั่งจ่ายไปโดยพระปกเกล้าฯ สำหรับภารกิจของพระองค์ตั้งแต่ครั้งยังไม่ทรงสละราชสมบัติ ต่อมากระทรวงการคลังจึงได้มอบให้อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องพระปกเกล้าฯและพระ นางเจ้ารำไพพรรณีต่อศาลแพ่งเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2482 เรียกร้องให้ใช้เงินจำนวน 6 ล้านบาทเศษคืนแก่รัฐบาล การพิจารณาคดีดำเนินไปในขณะที่พระปกเกล้าฯทรงประทับอยู่ที่ประเทศอังกฤษ

     ในที่สุดเมื่อถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2484 ศาลแพ่งก็ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 242/2482 คดีหมายเลขแดงที่ 404/2484 ให้โจทก์คือกระทรวงการคลังชนะคดี พระปกเกล้าฯ ซึ่งขณะนั้นสวรรคตไปแล้วจึงต้องคืนเงินจำนวน 6 ล้านบาทเศษให้กับกระทรวงการคลัง

         ข้อมูลต่อจากนี้ผมไม่สามารถหาได้ว่ามีการดำเนินการอย่างไร
        แต่ที่พบก็คือ รัฐบาลยึดวังศุโขทัยและริบทรัพย์สินอื่นของพระปกเกล้าฯเพื่อนำไปขายทอดตลาด แต่ในที่สุดก็ไม่ได้ขาย ต่อมาในปี พ.ศ. 2485 กระทรวงสาธารณสุขซึ่งเป็นกระทรวงที่ตั้งขึ้นใหม่ก็ได้ขอเช่าวังศุโขทัย จากกระทรวงการคลังในอัตรา 5,000 บาท ต่อเดือนเพื่อใช้เป็นที่ทำการครับ

         นี่คือความเป็นมาอย่างคร่าว ๆ ของการยึดทรัพย์พระมหากษัตริย์เท่าที่ผมพอจะหาได้ครับ การยึดทรัพย์ครั้งนี้เป็นเรื่องของ “การเมือง” ล้วนๆ เป็นการเมืองที่ “พลเรือน” เล่นกันอย่าง “รุนแรง” และก็เป็นการยึดทรัพย์ที่ไม่เกี่ยวกับการทุจริตคอรัปชั่นใดๆทั้งสิ้นครับ !

   @ ยึดทรัพย์ "จอมพลสฤษดิ์"ศาลจำหน่ายคดี
         ในอดีตที่ผ่านมา มีนักการเมืองถูกยึดทรัพย์ไปแล้วหลายราย การยึดทรัพย์นักการเมืองทุกครั้งมีสาเหตุมาจากการที่นักการเมืองทุจริต คอรัปชั่นครับ การยึดทรัพย์นักการเมืองครั้งแรกเกิดขึ้นกับ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกรัฐมนตรี จอมพลสฤษดิ์ ฯ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีระหว่างวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 ถึงวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2506

     ในระหว่างดำรงตำแหน่งได้แสดงบทบาทเป็นอย่างสูงด้วยการใช้อำนาจตามมาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 สั่งประหารชีวิตและจำคุกผู้คนจำนวนหนึ่ง

     หลังจากที่ถึงแก่อสัญกรรมไปไม่กี่เดือน บุตรชายของจอมพลสฤษดิ์ ฯ ที่เกิดจากภรรยาเก่าและพวกก็ได้ฟ้องขอให้ศาลแบ่งมรดกจำนวน 287 ล้านบาทเศษ ซึ่งก็ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากว่า จอมพลสฤษดิ์ ฯ นั้นร่ำรวยมาจากไหน!!!

   นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นคือ จอมพลถนอม กิตติขจร จึงได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินของจอมพลสฤษดิ์ ฯ ขึ้นเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2507 โดยมีพระมนูเวทย์วิมลนาท เป็นประธาน คณะกรรมการชุดดังกล่าวทำงานอยู่ 5 เดือน จึงได้รายงานผลการตรวจสอบทรัพย์สินของจอมพลสฤษดิ์ฯต่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งต่อมาจอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีก็ได้ออกคำสั่งตามมาตรา 17 แห่งธรรมนูญปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 ยึดทรัพย์จอมพลสฤษดิ์ฯ 2 ครั้ง รวม 600 ล้านบาทเศษ

    เมื่อท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์ ภริยาจอมพลสฤษดิ์ ฯ ได้ยื่นฟ้องคัดค้านการยึดทรัพย์ในวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2508 รัฐบาลจึงได้นำเอาประเด็นการใช้อำนาจมาตรา 17 แห่งธรรมนูญปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 และร่างกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้ใช้อำนาจตามมาตรา 17 เข้าสู่การอภิปรายของสภานิติบัญญัติในวันต่อมาคือในวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2508 ในวันเดียวกันนั้นเอง

    สภาได้ลงมติเห็นชอบในหลักการและพิจารณาร่างกฎหมาย 3 วาระรวด รวมถึงนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาในวันเดียวกันนั้นเองด้วยคือวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ.2508 กฎหมายดังกล่าวคือ “พระราชบัญญัติให้ความคุ้มครองและห้ามฟ้องบุคคลผู้ปฏิบัติการเกี่ยวแก่มาตรา 17 แห่งธรรมนูญปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2508” ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญคือ คุ้มครองการใช้อำนาจตามมาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรก่อนหรือหลังวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าว ใช้บังคับ (มาตรา 13)

    และหากมีคดีฟ้องร้องกันอยู่ในวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ ก็ให้ศาลจำหน่ายคดี (มาตรา 14) ภายหลังจากที่กฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จึงได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 494/2510 จำหน่ายคดีดังกล่าวครับ !!!

    @ ยึดทรัพย์ จอมพลถนอมและเครือข่าย
         การยึดทรัพย์นักการเมืองครั้งต่อมา คือการยึดทรัพย์จอมพลถนอม กิตติขจร และเครือญาติ ในปี พ.ศ. 2516 เกิดเหตุการณ์ “วันมหาวิปโยค” ขึ้นและจอมพลถนอม กิตติขจร กับพวกต้องเดินทางออกนอกประเทศ รัฐบาลที่มีนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ได้ใช้อำนาจอายัดและตรวจสอบทรัพย์สินของจอมพลถนอม กิตติขจร กับพวกตามเสียงเรียกร้องของมหาชนในขณะนั้น

    โดยมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมาคณะหนึ่ง มีนายบุญมา วงศ์สวรรค์ เป็นประธานกรรมการ คณะกรรมการตรวจสอบพบว่าจอมพลถนอม ฯ กับพวก (ซึ่งเป็นเครือญาติ) มีทรัพย์สินรวม 434 ล้านบาทเศษ

   นายกรัฐมนตรีคือ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ จึงใช้อำนาจตามมาตรา 17 แห่งธรรมนูญปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2515 สั่งยึดทรัพย์จอมพลถนอม ฯ กับพวกไปเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2517 ซึ่งต่อมาภายหลังจากที่จอมพลถนอม ฯ สามารถกลับเข้าสู่ประเทศไทยได้ ก็ได้ทำการยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลสั่งว่าการใช้อำนาจตามมาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2515 ยึดทรัพย์ของตนและพวก ไม่มีผลใช้บังคับ ซึ่งศาลชั้นต้นก็ได้พิพากษายกฟ้อง

      ต่อมาศาลอุทธรณ์ก็ได้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลฎีกาในวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2519 ก็ได้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นเช่นเดียวกันครับ

   @ 10 นักการเมืองยุคน้าชาติ(ก็)หลุด
       การยึดทรัพย์นักการเมืองครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งเกิดขึ้นภายหลังการรัฐ ประหารเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 เมื่อคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ
       ครั้งนั้น  รสช. ได้ออกประกาศฉบับที่ 26 ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินนักการเมืองขึ้นคณะหนึ่งมี พลเอกสิทธิ จิรโรจน์ เป็นประธานกรรมการ คณะกรรมการชุดดังกล่าวได้ออกคำสั่งอายัดทรัพย์สินของนักการเมืองและผู้ที่ เกี่ยวข้อง รวม 25 คน

    ต่อมาภายหลังการตรวจสอบพบว่ามีนักการเมืองและผู้ที่เกี่ยวข้องเพียง 13 คนเท่านั้นที่ “ร่ำรวยผิดปกติ” แต่ในที่สุดก็มีเพียง 10 คนที่ถูกยึดทรัพย์การยึดทรัพย์นำมาสู่การแก้ไขประกาศฉบับที่ 26 ให้ “ดูเป็นธรรม” ยิ่งขึ้น โดยให้นักการเมืองที่ถูกยึดทรัพย์มีสิทธิคัดค้านต่อศาลได้

   นักการเมืองที่ถูกยึดทรัพย์ได้ใช้สิทธิดังกล่าวคัดค้านการยึดทรัพย์ต่อศาล โดยโยงประเด็นไปถึงความชอบธรรมของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน

   ต่อมาศาลฎีกาซึ่งได้พิพากษาว่า อำนาจของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินเป็นอำนาจในการพิพากษาคดีที่เป็นของศาล ประกาศฉบับที่ 26 จึงมีผลเป็นการตั้งคณะบุคคลที่มิใช่ศาลให้มีอำนาจพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเช่น เดียวกับศาลที่ขัดกับประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

   ด้วยเหตุผลดังกล่าวประกอบกับเหตุผลอื่น ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งยึดทรัพย์ของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ซึ่งก็ส่งผลให้ทรัพย์สินของนักการเมืองทั้ง 10 คน ไม่ถูกยึดครับ!!!

     @ รักเกียรติ ประเดิมรัฐธรรมนูญปี 40
         ภายหลังจากรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 ประกาศใช้บังคับ มีการตั้งองค์กรในการตรวจสอบการใช้อำนาจของนักการเมืองขึ้นมาใหม่ ๆ หลายองค์กร รวมทั้ง “ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” ด้วย ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ “ยึดทรัพย์” นักการเมืองไปแล้ว 1 คน คือ นายรักเกียรติ สุขธนะ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

         มาถึงเหตุการณ์ล่าสุดกันบ้าง ภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้ ออกประกาศฉบับที่ 23 เมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2549 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินนักการเมืองขึ้น โดยมีนายสวัสดิ์ โชติพานิช เป็นประธานกรรมการ และมีกรรมการอีก 7 คน ซึ่งเป็นกรรมการโดยตำแหน่งที่เป็นข้าราชการระดับสูงของประเทศทั้งนั้น

   แต่ไม่ทราบด้วยเหตุใด 6 วันต่อมา คือในวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2549 คณะรัฐประหารก็ได้ออกประกาศฉบับที่ 30 ยกเลิกประกาศฉบับที่ 23 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินใหม่จำนวน 12 คนโดยไม่ระบุตัวประธานกรรมการ และเป็นการตั้งบุคคลตามรายชื่อเฉพาะตัวเป็นกรรมการ คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินได้ดำเนินการตรวจสอบทรัพย์สินของอดีตนายก รัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

   จากนั้นก็ส่งต่อไปให้องค์กรอื่นๆซึ่งเป็นองค์กรที่มีอยู่ตามปกติตามรัฐ ธรรมนูญและตามกฎหมาย ผ่านกระบวนการต่าง ๆ ตามที่กำหนดไว้ในประกาศฉบับที่ 30 เรื่อยมาจนกระทั่งในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ก็จะเป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการตรวจสอบทรัพย์สินที่เกิดจากการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549

   @ ยึดทรัพย์ บิ๊ก ข้าราชการ
         ส่วนการยึดทรัพย์ข้าราชการระดับสูงนั้น ที่ผ่านมาเท่าที่ผมทราบ ศาลฎีกาได้ตัดสินยึดทรัพย์จำนวน 69 ล้านบาทเศษของพลเอกชำนาญ นิลวิเศษ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุกจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ป.ป.ป.) มีมติว่าร่ำรวยผิดปกติ กับศาลฎีกาได้ตัดสินยึดทรัพย์จำนวน 16 ล้านบาทเศษของนายเมธี บริสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ป. มีมติว่าร่ำรวยผิดปกติ เช่นกันครับ
      การยึดทรัพย์ของข้าราชการทั้ง 2 รายนี้ เป็นการยึดทรัพย์โดยใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่และโดยศาลฎีกา จึงไม่มีข้อโต้แย้งใดๆตามมาครับ

         ทั้งหมดก็คือ เหตุการณ์ที่เกี่ยวกับการยึดทรัพย์ครั้งสำคัญ ๆ ที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย

    @ จับตา ประกาศ ฉบับที่ 30 จุดอ่อนยึดทรัพย์"ทักษิณ"
         จะเห็นได้ว่า กระบวนการยึดทรัพย์นักการเมืองไทยโดยอาศัยอำนาจที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร เช่นอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดตามที่กำหนดไว้ในธรรมนูญปกครองราชอาณาจักรนั้น ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่าเป็นการใช้อำนาจของ “ศาลเตี้ย” ที่ใช้อำนาจ “นอกระบบ” โดยไม่ใช้อำนาจตุลาการทำการตัดสิน

   การยึดทรัพย์ในปี พ.ศ. 2534 จึงพยายามทำให้เป็นระบบมากขึ้น แต่ก็เกิดข้อผิดพลาดทางกระบวนการด้านกฎหมายขึ้นมาอีก ด้วยเหตุนี้เองที่กระบวนการเพื่อนำไปสู่การยึดทรัพย์ครั้งล่าสุด จึงพยายามทำให้เป็น “ระบบ” มากขึ้น โดยไม่ให้คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีอำนาจในการยึดทรัพย์

    แต่กลับส่งไปให้ “กลไก” ตามปกติที่มีอยู่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย คือ อัยการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นผู้ดำเนินการต่อไปจน จบ
         ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่า หากมีการ “ยึดทรัพย์” เกิดขึ้นจริงแล้ว จะเกิดเสียงเรียกร้องหรือความพยายามที่จะให้เกิดการ “คืนทรัพย์” ตามมาเช่นการยึดทรัพย์นักการเมืองที่ผ่านมา 3 ครั้งหรือไม่ เพราะการออกประกาศฉบับที่ 30 ของคณะรัฐประหารเมื่อปีพ.ศ. 2549 เพื่อตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินขึ้นมาก็เป็น “จุดอ่อน” ที่สำคัญของกระบวนการยึดทรัพย์ครั้งล่าสุดนี้ครับ !!!
                                http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1266209818&grpid=no&catid=04
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.thaifreedompress.blogspot.com/
http://sunblog1951.blogspot.com/ sunday
http://blogpwd.blogspot.com/ pwd9
http://ktblog1951.blogspot.com/ pwday
http://newsblog9.blogspot.com/ news
http://bloghealth99.blogspot.com/ health
http://labour9.blogspot.com/ labour
http://www.media4democracy.com/th/
http://www.youngtelecom.org/
http://www.logex.kmutt.ac.th/
http://www.mict4u.net/thai/
http://www.chula.ac.th/visitors/thai/calendar.htm
http://www.agkmstou.com/2008/index.php
http://www.baanjomyut.com/library/lotus/index.html
http://www.asianbarometer.org/newenglish/introduction/default.htm
http://www.isriya.com/node/2809
/wordcamp-bangkok-2009-pool-party
C:\Documents and Settings\user\My Documents\ไฟล์ที่ได้รับของฉัน\issarachon1101.wma
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=hiansoon

กลุ่มนักสิทธิค้านส่งแรงงานข้ามชาติกลับประเทศแนะขยายเวลาทำความเข้าใจก่อน

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 14:41:36 น.  มติชนออนไลน์

กลุ่มนักสิทธิค้านส่งแรงงานข้ามชาติกลับประเทศแนะขยายเวลาทำความเข้าใจก่อน

ปัญหาแรงงานข้ามชาติและความสับสนใจการส่งกลับรวมทั้งกระบวนการพิสูจน์ สัญชาติยังเป็นเรื่องที่ยังไม่มีความกระจ่างในกลุ่มผู้ใช้แรงงานข้ามชาติ จำนวนมากที่อยู่ในประเทศไทยไม่ได้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติ เพราะกังวลว่าจะต้องกลับไปพิสูจน์สัญชาติในประเทศพม่า เกรงว่าจะถูกบริษัทนายหน้าที่ไม่ได้รับการควบคุมกำลังแสวงหาผลประโยชน์ ซึ่งแรงงานข้ามชาติกลุ่มนี้ยังไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเข้าสู่กระบวนการ พิสูจน์สัญชาติ


กระบวนการส่งแรงงานข้ามชาติกว่า 2 ล้านคน ที่กำลังจะถูกส่งกลับหลังจากวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 ตามนโยบายของรัฐบาลไทย ในจำนวนนี้มีแงรงงานพม่ากว่าร้อยละ 80 ซึ่งเป็นประเทศที่มีปัญหาความขัดแย้งทางเชื้อชาติและการเมือง รวมทั้ง สภาวะเศรษฐกิจถดถอยซึ่งแรงงานข้ามชาติเหล่านี้เดินทางออกนอกประเทศอย่างผิด กฎหมาย และได้รับการผ่อนผันให้ทำงานในประเทศไทย  ขณะนี้รัฐบาลไทยให้กรอกข้อมูลและยื่นรายละเอียดข้อมูลบุคคลให้กับทางการไทย เพื่อส่งไปยังประเทศพม่าสำหรับใช้ในการพิสูจน์สัญชาติ  จากนั้นแรงงานเหล่านี้จะต้องเดินทางไปประเทศพม่าเพื่อรับหนังสือเดินทางชั่ว คราว ก่อนที่จะเดินทางกลับมาประเทศไทยและทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย

 
นายสมชาย  หอมลออ เลขาธิการมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา(มสพ.)  กล่าวถึง นโยบายด้านแรงงานข้ามชาติของไทย ควรจะต้องมีการวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบเพื่อให้เป็นหลักประกันได้ว่าจะมี การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของแรงงานข้ามชาติ กระบวนการพิสูจน์สัญชาติมิได้มีการคิดกันอย่างละเอียดถี่ถ้วนเพียงพอ แทนที่จะเป็นการอำนวยประโยชน์ให้แก่แรงงานข้ามชาติ กลับกลายเป็นสิ่งคุกคามความปลอดภัยของแรงงานข้ามชาติกว่า 2 ล้านคน ที่สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมของไทย  


นายสาวิทย์  แก้วหวาน เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.)  กล่าวว่า รัฐบาลต้องขยายระยะเวลา 28 กุมภาพันธ์ 2553 ออกไป รวมทั้งยุติการส่งกลับครั้งใหญ่ การกดดันด้วยกำหนดระยะเวลาที่ใกล้จะมาถึงหรือการส่งกลับนี้ เป็นการกระทำที่ไม่คำนึงถึงสถานการณ์ความยากลำบากของแรงงานข้ามชาติจาก ประเทศพม่า


"นอกจากนี้ หากมีการส่งกลับครั้งใหญ่เกิดขึ้น ย่อมส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจของไทยที่ยังคงต้องพึ่งพาแรงงานข้าม ชาติเหล่านี้ รวมทั้ง ชื่อเสียงของประเทศไทยอีกด้วย" นายสาวิทย์ กล่าว

 

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ เวลา 09.00 น. บริเวณหน้าตึกองค์การสหประชาชาติ จะมีการยื่นหนังสือร้องเรียนให้กับตัวแทนของผู้รายงานพิเศษด้านสิทธิมนุษยชน ของผู้ย้ายถิ่นและผู้รายงานพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนในพม่า รวมทั้งผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (หนังสือภาษาไทยและภาษาอังกฤษติดต่อ - migrantjustice@hrdfoundation.org)  แรงงานข้ามชาติ นักสหภาพแรงงาน และนักต่อสู้ด้านสิทธิได้เดินขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นจดหมายเปิด ผนึกที่มีองค์กรภายในประเทศ องค์กรระดับภูมิภาคและองค์กรระหว่างประเทศ และสหภาพแรงงานกว่า 60 องค์กรร่วมลงชื่อ ให้กับนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ได้เรียกร้องให้ยุติการส่งกลับครั้งใหญ่สำหรับแรง งานข้ามชาติ และให้รัฐบาลปรับนโยบายเรื่องพิสูจน์สัญชาติ

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1266306175&grpid=03&catid=04


ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.thaifreedompress.blogspot.com/
http://sunblog1951.blogspot.com/ sunday
http://blogpwd.blogspot.com/ pwd9
http://ktblog1951.blogspot.com/ pwday
http://newsblog9.blogspot.com/ news
http://bloghealth99.blogspot.com/ health
http://labour9.blogspot.com/ labour
http://www.media4democracy.com/th/
http://www.youngtelecom.org/
http://www.logex.kmutt.ac.th/
http://www.mict4u.net/thai/
http://www.chula.ac.th/visitors/thai/calendar.htm
http://www.agkmstou.com/2008/index.php
http://www.baanjomyut.com/library/lotus/index.html
http://www.asianbarometer.org/newenglish/introduction/default.htm
http://www.isriya.com/node/2809
/wordcamp-bangkok-2009-pool-party
C:\Documents and Settings\user\My Documents\ไฟล์ที่ได้รับของฉัน\issarachon1101.wma
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=hiansoon

ศาล ปค.สั่งดีเอสไอคัดเลือกพนง.สอบสวนฯใหม่ ชี้อธิบดีไร้อำนาจในการแต่งตั้งบุคคล

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 17:53:10 น.  มติชนออนไลน์

ศาล ปค.สั่งดีเอสไอคัดเลือกพนง.สอบสวนฯใหม่ ชี้อธิบดีไร้อำนาจในการแต่งตั้งบุคคล

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษาตัดสินให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการคัดเลือกบุคคลเพื่อเลื่อนและแต่งตั้งข้าราชการในสังกัดให้ดำรง ตำแหน่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ 8ว ใหม่ เนื่องจากเห็นว่ามีการคัดเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ 8ว อย่างไม่เป็นธรรม


คดีนี้ที่ว่าที่ร้อยตรี โกสิต ศักดิ์ศรีพงศ์ และพวกรวม 13 คน ฟ้องกรมสอบสวนคดีพิเศษ และพวกรวม 11 คน ฐานเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเห็นว่าการคัดเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ 8ว ไม่เป็นธรรม มีการแก้ไขหลักเกณฑ์คัดเลือกให้แตกต่างไปจากเดิมที่ได้ประกาศไว้ ซึ่งกระทำภายหลังจากที่มีการรรับสมัครแล้ว ทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบกันในระหว่างผู้สมัครด้วยกัน และการที่คณะกรรมการคัดเลือกบางคนเป็นทั้งเจ้าของเรื่อง เป็นทั้งผู้สมัครคัดเลือก และได้รับการคัดเลือกด้วยนั้นเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม กระบวนการคัดเลือกไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ไม่โปร่งใส และกระทำการโดยนอกเหนืออำนาจหน้าที่


ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าการที่ อธิบดีดีเอสไอ ในฐานะผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสูง ขึ้นในตำแหน่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ 8ว เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะในทางปฏิบัติแล้วอธิบดีดีเอสไอในฐานะหัวหน้าส่วนราชการ ควรจะเสนอรายชื่อบุคคลให้ อ.ก.พ.กรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณาคัดเลือกผู้ที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสม เป็นคณะกรรมการคัดเลือกบุคคล


ดังนั้น ศาลจึงพิพากษาให้เพิกถอนประกาศของอธิบดีดีเอสไอ ดังนี้

1.เรื่องผลการคัดเลือกข้าราชการเพื่อประเมิณผลงานเลื่อนขึ้นแต่งตั้งให้ดำรง ตำแหน่งที่สูงขึ้น ลงวันที่ 13 มีนาคม 2550

2. เรื่องให้ข้าราชการรักษาการในตำแหน่ง ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2550 และ

3. เรื่องเลื่อนข้าราชการ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเลื่อนและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งพนักงานสอบสวน คดีพิเศษ และให้ดำเนินการคัดเลือกบุคคลเพื่อเลื่อนและแต่งตั้งข้าราชกรในสังกัดให้ดำรงตำแหน่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ 8ว ใหม่ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1266231205&grpid=&catid=17


ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.thaifreedompress.blogspot.com/
http://sunblog1951.blogspot.com/ sunday
http://blogpwd.blogspot.com/ pwd9
http://ktblog1951.blogspot.com/ pwday
http://newsblog9.blogspot.com/ news
http://bloghealth99.blogspot.com/ health
http://labour9.blogspot.com/ labour
http://www.media4democracy.com/th/
http://www.youngtelecom.org/
http://www.logex.kmutt.ac.th/
http://www.mict4u.net/thai/
http://www.chula.ac.th/visitors/thai/calendar.htm
http://www.agkmstou.com/2008/index.php
http://www.baanjomyut.com/library/lotus/index.html
http://www.asianbarometer.org/newenglish/introduction/default.htm
http://www.isriya.com/node/2809
/wordcamp-bangkok-2009-pool-party
C:\Documents and Settings\user\My Documents\ไฟล์ที่ได้รับของฉัน\issarachon1101.wma
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=hiansoon

วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ป.ป.ช.ยันมีอำนาจสอบขรก.ทุกระดับไม่เว้นผู้พิพากษา ก.ต.เสนอตั้งกรรมการสอบ "สุนัย"ฐานร้องเรียนเกินสิทธิ

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 เวลา 10:40:05 น.  มติชนออนไลน์

ป.ป.ช.ยันมีอำนาจสอบขรก.ทุกระดับไม่เว้นผู้พิพากษา ก.ต.เสนอตั้งกรรมการสอบ "สุนัย"ฐานร้องเรียนเกินสิทธิ

ก.ต.จาก ศาลชั้นต้นเสนอตั้ง กก.สอบ"สุนัย"ฐานร้องเรียนเกินสิทธิ เอาผิด ป.ป.ช.ทั้งคณะฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ แต่ที่ประชุมยังไม่ลงมติ "สมลักษณ์" ยันกฎหมาย ป.ป.ช.ให้อำนาจสอบ ขรก.ทุกหน่วย ไม่เว้นผู้พิพากษา ชี้มูลได้ทั้งวินัย-อาญา เชื่อปัญหาขัดแย้งที่เกิดขึ้นแค่เข้าใจผิด การตั้งอนุฯเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง ยังไม่ได้มุ่งหาตัวคนผิด

คณะกรรมการข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) เสนอที่ประชุม ก.ต.ให้ตั้งกรรมการสอบสวนนายสุนัย มโนมัยอุดม ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ภาค 6 อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และดำเนินคดีกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณี ป.ป.ช.ตั้งอนุกรรมการไต่สวน พ.ต.ท.ณรงค์ฤทธิ์ วาพันสุ รอง ผกก.สส.สภ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา พ.ต.อ.ธาตรี ตั้งโสภณ รอง ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา และนายอิทธิพล โสขุมา ผู้พิพากษาศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ยศและตำแหน่งขณะนั้น) กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม กรณีร่วมกันขอออกหมายจับและอนุญาตให้ออกหมายจับนายสุนัย ผู้ต้องหาคดีหมิ่นประมาท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยฝ่าฝืนกฎหมายเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ต้องหา


ทั้งนี้ นายสบโชค สุขารมณ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานประชุม ก.ต.ที่ศาลฎีกา สนามหลวง เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ มีวาระประชุมพิจารณาเรื่องดังกล่าว ซึ่งนายมานิตย์ สุขอนันต์ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ก.ต.ที่มาจากศาลชั้นต้น ได้เสนอความเห็นในที่ประชุม ก.ต.ให้ตั้งกรรมการสอบสวนนายสุนัย กรณีเข้าร้องเรียน ป.ป.ช. โดยนายมานิตย์เห็นว่าการที่นายสุนัยยื่นเรื่องร้องนายอิทธิพล ที่ปฏิบัติหน้าที่ผู้พิพากษา เป็นการร้องเรียนไม่ถูกต้อง เกินสิทธิ นอกจากนี้ นายมานิตย์ยังเสนอให้ที่ประชุม ก.ต.ลงมติในประเด็นว่า ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจตั้งคณะกรรมการไต่สวนผู้พิพากษาได้ รวมทั้งเสนอให้ดำเนินคดีกับ ป.ป.ช.ทั้งคณะ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วย อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม ก.ต.ยังไม่ได้มีการลงมติในประเด็นที่นายมานิตย์เสนอ เพียงรับฟังความเห็นไว้พิจารณา


ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ที่ประชุม ก.ต.ยังมีการหยิบยกประเด็นที่นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ทำนองว่า ก.ต.ควรรับผิดชอบและเข้าไปตรวจสอบนายอิทธิพล ไม่ควรที่จะปกป้องผู้พิพากษาด้วยกันเอง โดยที่ประชุม ก.ต.เห็นว่าผู้พิพากษามีดุลพินิจอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี ซึ่งเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติไว้ โดยไม่อาจมีการแทรกแซงหรือก้าวล่วงจากหน่วยงานหรือบุคคลใดได้ไม่ว่าโดยตรง หรือโดยอ้อม จึงมอบหมายให้สำนักงานศาลยุติธรรมทำหนังสือไปถึงนายทวีเกียรติ เพื่อชี้แจ้งให้ทราบว่า ก.ต.เป็นองค์กรบริหารงานบุคคลของฝ่ายตุลาการ มีหน้าที่ให้คุณให้โทษต่อผู้พิพากษา มีอำนาจให้ความเห็นชอบการบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย เลื่อนตำแหน่ง และหากมีการร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของผู้พิพากษา ก.ต.มีหน้าที่ในการพิจารณาวินัย และการลงโทษ รวมถึงการให้ออกจากราชการด้วย หากการกระทำนั้นผิดวินัยร้ายแรง


"ก.ต.ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายนิติบัญญัติ ดังนั้น ก.ต.จึงเป็นองค์กรที่เป็นหลักประกันความอิสระของผู้พิพากษา จากฝ่ายบริหาร ฝ่ายการเมือง หรือฝ่ายอื่นๆ เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาอรรถคดี เป็นไปโดยอิสระถูกต้องและเป็นธรรม เนื่องจากศาลเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการที่มีผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน และสิทธิเสรีภาพของประชาชน และ ก.ต.ไม่เคยปกป้องผู้พิพากษาที่กระทำผิดหรือทุจริต ที่ผ่านมาก็มีการให้ผู้พิพากษาที่ทำผิดวินัยร้ายแรงออกมาแล้ว" แหล่งข่าวกล่าว


แหล่งข่าวผู้พิพากษากล่าวว่า ประเด็นที่นายทวีเกียรติระบุว่าคำสั่งออกหมายจับจะอุทธรณ์ไม่ได้นั้น คงเป็นการเข้าใจเคลื่อนคลาดในข้อเท็จจริง คดีนี้ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นผู้อนุมัติหมายจับ แต่ต่อมานายสุนัยได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 และมีคำสั่งเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2551 ให้เพิกถอนหมายจับ กรณีจึงเป็นการที่นายสุนัยใช้สิทธิอุทธรณ์แล้วจึงเป็นเหตุให้นายสุนัยไปร้อง เรียน ป.ป.ช.ไต่สวนพนักงานสอบสวนและนายอิทธิพล ทั้งๆ ที่พนักงานสอบสวนยื่นฎีกาคำสั่งไปตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2551 ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา


ด้าน น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ยืนยันว่ากรรมการ ป.ป.ช.ทุกคนเคารพตุลาการ ไม่มีใครคิดก้าวล่วงอำนาจแต่อย่างใด และเคารพดุลพินิจในการออกหมายจับของศาล แต่นายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ ป.ป.ช.บอกว่าเรื่องนี้เกี่ยวพันกันระหว่างการทำหน้าที่ของศาลและตำรวจโดยตรง จึงไม่สามารถตั้งอนุกรรมการไต่สวนเฉพาะตำรวจได้ เพราะถึงตำรวจจะขอออกหมายจับ แต่ถ้าศาลไม่อนุญาตก็ทำอะไรไม่ได้ ทั้งนี้ ในการประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ จะมีการหารือถึงเรื่องนี้ เพื่อทำคำชี้แจงต่อประชาชนอย่างเป็นทางการ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน


"ตามกฎหมาย ป.ป.ช.ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการของหน่วยงานใด สามารถสอบได้หมดหากมีคนร้องเรียนมาว่ามีการกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ชี้ได้ทั้งความผิดทางวินัยและอาญา เพียงแต่รัฐธรรมนูญเขียนไว้เป็นเกราะคุ้มกันว่าหากศาลหรืออัยการถูกชี้มูล ความผิดทางวินัย ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครอง หรืออัยการสูงสุด สามารถตั้งคณะทำงานขึ้นมาสอบสวนได้เองโดยไม่จำเป็นต้องยึดตามสำนวนและมติของ ป.ป.ช. แต่ความผิดทางอาญาจะต้องยึดตาม ป.ป.ช.เท่านั้น" น.ส.สมลักษณ์กล่าว


ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อมีข้อโต้แย้งจากศาล เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเปลี่ยนคำสั่งแต่งตั้งอนุกรรมการไต่สวนคดีดังกล่าว น.ส.สมลักษณ์กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ อาจเกิดความเข้าใจผิดกัน เพราะการตั้งอนุกรรมการไต่สวนเป็นเพียงการตั้งขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริง เบื้องต้นเท่านั้น ยังไม่ใช่การไต่สวนเพื่อหาคนผิด หากการออกหมายจับนายสุนัย เป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบ เรื่องนี้ก็ตกไป


รายงานข่าวแจ้งว่า การยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. นายสุนัยได้ระบุชื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพียง 2 นายเท่านั้น และใช้คำว่า "ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง" ตามมาตรา 157 เนื่องจากนายสุนัยไม่ทราบว่ามีผู้ร่วมกระทำผิดจำนวนกี่คน จึงระบุในคำร้องเช่นนั้น เมื่อ ป.ป.ช.สอบสวนเบื้องต้นแล้วพิจารณาว่าบุคคลที่ร่วมกระทำผิดในการออกหมายจับ นอกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย ที่ไปขอศาลออกหมายจับแล้ว ยังรวมถึงนายอิทธิพลด้วย


"นายสุนัยไม่สามารถถอนเรื่องจาก ป.ป.ช.ได้ เนื่องจากความผิดมาตรา 157 เป็นความผิดอาญา ไม่สามารถยอมความได้ และทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ นายสุนัยได้กล่าวกับคนใกล้ชิดว่าตั้งแต่เกิดเรื่องยังไม่มีหน่วยงานใดเรียก เข้าไปชี้แจงแต่อย่างใด" แหล่งข่าวกล่าว




อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ปลัดอำเภอค้างบัญชีรอขึ้น นอภ.1.4พันคน เตือนวิ่งกู้สหกรณ์ครึ่งล้านจ่ายนักการเมืองสอบเข้า นอ.สูญเปล่า
อธิบดีศาลแพ่งธนบุรีสอนมวย"ป.ป.ช."!! เตือนระวังจะตกเป็น "ผู้ต้องหา" ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ
ป.ป.ช.พบทุจริตสอบ ร.ร.นายอำเภอ คำตอบเหมือนกันเด๊ะ140ราย บุรีรัมย์ได้เกือบ20คน สะพัดจ่ายหัว1ล.
ผู้พิพากษาอยุธยาร้องป.ป.ช.เลิกตั้งทีมสอบปมออกหมายจับ"สุนัย" ขู่ถ้าเมินจะจัดการตามกม.
ป.ป.ช.ปัดก้าวล่วงศาลตั้งอนุกก.ไต่สวนออกหมายจับ"สุนัย"มิชอบ
ป.ป.ช.ตั้งกก.สอบผู้พิพากษาอยุธยาอนุมัติหมายจับ"สุนัย" หมิ่น"แม้ว"
"สุนัย"ซัดรบ."เสือหิว" เกาะติดทุจริตจัดซื้อครุภัณฑ์ไทยเข้งแข็ง
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1266242845&grpid=00&catid=
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.thaifreedompress.blogspot.com/
http://sunblog1951.blogspot.com/ sunday
http://blogpwd.blogspot.com/ pwd9
http://ktblog1951.blogspot.com/ pwday
http://newsblog9.blogspot.com/ news
http://bloghealth99.blogspot.com/ health
http://labour9.blogspot.com/ labour
http://www.media4democracy.com/th/
http://www.youngtelecom.org/
http://www.logex.kmutt.ac.th/
http://www.mict4u.net/thai/
http://www.chula.ac.th/visitors/thai/calendar.htm
http://www.agkmstou.com/2008/index.php
http://www.baanjomyut.com/library/lotus/index.html
http://www.asianbarometer.org/newenglish/introduction/default.htm
http://www.isriya.com/node/2809
/wordcamp-bangkok-2009-pool-party
C:\Documents and Settings\user\My Documents\ไฟล์ที่ได้รับของฉัน\issarachon1101.wma
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=hiansoon

วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ถอดบทเรียนกรณีชาวบ้านปางแดงกับผืนป่า : มองหาสิทธิ เสรีภาพ เสมอภาค ในสังคมไทย (1)

ถอดบทเรียนกรณีชาวบ้านปางแดงกับผืนป่า : มองหาสิทธิ เสรีภาพ เสมอภาค ในสังคมไทย (1)

 
 
 
เมื่อเอ่ยถึง ‘ปาง แดง’ เชื่อว่าหลายคนที่สนใจในเรื่องประเด็นสิทธิมนุษยชน คงจะจำและคุ้นเคยกันดี เนื่องจากเป็นกรณีตัวอย่าง เมื่อเกิดเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งตำรวจ ทหาร ป่าไม้ อส.ฯลฯ ร่วม 200 นาย สนธิกำลังเข้าปิดล้อมและจับกุมชาวบ้านปางแดงถึง 3 ครั้งติดต่อกัน โดยครั้งหลังสุด เมื่อปี 2547 มีการจับกุม 48 ชีวิต ไม่เว้นแม้คนพิการขาขาด ตาบอด และหญิงท้องแก่ ในข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ ขณะพักอยู่ในกระท่อมของตนเอง ภาพการจับกุมของเจ้าหน้าที่ในครั้งนั้น ทำให้สังคมมองว่า นี่เป็นการจับกุมแบบเหวี่ยงแห และถือว่าเป็นละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง
กระนั้น เหตุการณ์ปางแดงที่ผ่านมา ก็ได้สร้างกระแสการตื่นตัวในเรื่องของสิทธิมนุษยชนขึ้นอย่างมาก ซึ่งดูได้จากมีหยิบยกนำเอากรณีปัญหาบ้านปางแดง ไปเป็นวิทยานิพนธ์ รวมทั้งงานข่าว งานสารคดี รวมทั้งทำให้ชาวบ้านได้ตื่นตัว ตระหนัก เกิดการเรียกร้องไปยังหลายๆ หน่วยงาน อาทิ อำเภอ จังหวัด ป่าไม้ วุฒิสภา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาที่ปรึกษา รวมทั้งสหประชาชาติ เป็นต้น
และเมื่อวันที่ 7 ธ.ค.2552 ที่ผ่านมา ที่หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้มีเวทีสาธารณะนำเสนอประสบการณ์และบทเรียนการแก้ไขปัญหาชุมชนบ้านปางแดง ซึ่งมีประเด็นน่าสนใจอย่างยิ่ง ‘ประชาไท’ จึงขอนำมารายงานไว้ตรงนี้...
0 0 0 0 0
อนุสัญญาระหว่างประเทศไม่ช่วย รัฐไทยยังมีอคติต่อชนเผ่า
นาย วสันต์ พานิช ผู้อำนวยการสถาบันนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ตนได้มีโอกาสเข้าไปในคุกครั้งแรก ก็เมื่อตอนที่พี่น้องปางแดงถูกจับและติดคุก ซึ่งได้เข้าเยี่ยม พร้อมกับอาจารย์เสน่ห์ จามริก อดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชน พร้อมสอบข้อเท็จจริง ซึ่งเมื่อพูดถึงเรื่องประชาชนหรือชนเผ่าหรือใครก็แล้วแต่ ในรัฐธรรมนูญปีพ.ศ. 2540 ได้รับรองและบัญญัติไว้ในมาตรา 4 ที่บอกว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ ย่อมได้รับความคุ้มครอง ก็หมายความว่า ใครที่อยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะยากดีมีจน เป็นชนเผ่า หรือนับถือศาสนาใดๆ ก็ต้องได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญอย่างเท่าเทียมกันหมดเลย และพี่น้องชนเผ่าก็เหมือนกับคนทั่วไป และปี 2550 มีการแก้ข้อความเพิ่มเติมขึ้นมาว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือศักดิ์ศรีความเป็นคน ได้รับสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง โดยมีคำว่า “เสมอภาค” เข้ามา 
“นอก จากนั้น เมื่อปีพ.ศ.2546 ประเทศไทยเราก็เป็นภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยการปฏิบัติและเลือกขจัดทางเชื้อ ชาติโดยทุกรูปแบบ โดยที่ประเทศไทยเป็นภาคีและมีนายทหารจากรัฐธรรมนูญมา ขณะนั้น นายสัก กอแสงเรือง เป็นสมาชิกวุฒิสภา มาให้ความเห็น และมี ดร.บรรเจิด สิงคะเนติ(อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)ได้มาให้ข้อมูลความเห็นทางกฎหมาย ผลสรุปในวันนั้น ก็คือ พี่น้องปางแดงเขาอยู่ตรงนั้นมานานแล้ว แต่ขณะเดียวกัน วันนั้นมีการเข้าจับกุมชาวบ้านตอนเช้ามืด และมีการสนธิกำลังโดยมีการระดมกำลังทั้งตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เข้ามา เหมือนกับการยกทัพเพื่อที่จะไปออกรบเข้าไปจับพี่น้อง และไล่ลงมาเพื่อมาทำบัญชี แต่ในที่สุดแล้ว มาระบุความผิดที่เกิดขึ้น คือ การแผ้วถางป่า ทั้งที่บ้านนั้นเขาได้มาอยู่นาน แล้วเข้าไปจับข้อหานี้ได้อย่างไร อุตริหรือเปล่า ไปตั้งข้อหา ยังไม่พอ การเข้าไปวันนั้น ถ้ามามีหมายจับแล้ว เขาจะหาข้ออ้างอะไรมาเป็นตัวกำหนด เป็นตัวช่วย และปรากฏว่าเขามีการอ้างว่าใช้พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก และมีการส่งสำเนาให้กับทางอัยการ…”
นาย วสันต์ ยังวิเคราะห์ต่อว่า ที่ผ่านมา สายตาของภาครัฐ ยังคงมองชาวเขาหรือชนเผ่า ด้วยสายตา และความคิดที่มีอคติอยู่เสมอ มักมองว่า ชนเผ่าค้ายาเสพติด ตัดไม้ทำลายป่า
“และ สิ่งเหล่านี้ถูกสั่งสมและสั่งสอนมา มีการถูกฝังแนวความคิดมาอย่างนี้กี่ยุคกี่สมัย ก็ออกมาแนวนี้ พอเป็นอย่างนี้ การที่มองต่อกลุ่มชาติพันธ์จึงมองในความรู้สึกที่เป็นอื่น ทั้งที่โดยหลักสิทธิมนุษยชนก็คือ... มนุษย์ทั้งปวงคือผองเพื่อน”
 
ทำไมถึงจับกุมซ้ำซากถึง 3 ครั้ง?
ใน ขณะ นายสุมิตรชัย หัตถสาร ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเป็น 1 ใน 7 ทนายความที่ใช้ตำแหน่งประกันตัวชาวบ้านปางแดงทั้ง 47 คนออกมา ได้ให้ข้อมูลเบื้องหลังว่า กรณีชาวบ้านปางแดง ถูกจับกุม กระทั่งญาติชาวบ้านปางแดง ต้องมาชุมนุมอยู่ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ยืดเยื้อนานร่วม 2 เดือน กระทั่ง ศาลให้มีการประกันและนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณา จนนำไปสู่การเจรจาเพื่อให้มีการแก้ไขปัญหา
นาย สุมิตรชัย กล่าวว่า อยากเสริมข้อมูลต่อจากทางคุณวสันต์ พานิช กรณีที่มีการส่งสำเนาให้กับอัยการด้วยว่าทำไมต้องมีการส่งสำเนาให้กับอัยการ ประเด็นคือว่า เขาต้องการให้อัยการไปคัดค้านกับการประกันตัว คือตอนที่ชาวบ้านปางแดงถูกจับกระบวนการของการฝากขัง จับกุม หรือส่งมาฝากขังที่เรือนจำนั้นเหมือนกับว่ามีการถูกออกแบบไว้พอสมควร เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาก็เตรียมทุกอย่างไว้หมดแล้ว และพี่น้องชาวบ้านปางแดงก็ถูกขังที่เชียงดาวคืนหนึ่ง รุ่งเช้าก็มีการฝากขังที่ศาล กระบวนการก็ต้องเป็นอย่างนั้น 
“ตอน ที่ถูกชาวบ้านปางแดงถูกจับนั้น ผมอยู่ที่ห้องประชุมโรงแรมในเมืองเชียงใหม่ มีการจัดประชุมเกี่ยวกับเรื่องสิทธิชุมชน โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งวันนั้นเองอาจารย์เสน่ห์ จามริก มาด้วย ตอนที่ชาวบ้านถูกจับทุกคนก็วิ่งเข้ามาในเวทีนี้ เพราะส่วนใหญ่ NGOs ก็จะอยู่ตรงนั้นทั้งหมด และมีการพูดคุยกันด้วยว่า ชาวบ้านปางแดงถูกจับและก็มีการพูดถึงเรื่องสิทธิชุมชนกันอยู่ ซึ่งอาจารย์เสน่ห์ จามริก ก็พูดขึ้นในเวทีเลยว่า...นี่เป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นในเรื่องของการละเมิด สิทธิชุมชน หลังจากนั้นก็มีการลงพื้นที่หลังจากเสร็จเวที ทุกคนก็ตรงไปที่บ้านปางแดง ที่ อ.เชียงดาว ซึ่งพี่น้องบ้านปางแดงเองก็อยู่ที่โรงพักทั้งหมด และทนายที่อยู่ในพื้นที่ก็ลงพื้นที่ตรงนั้น สภาทนายความฯ ทุกคนมีการรู้เรื่องของบ้านปางแดงทั้งหมดเลย ก็ต้องเลยลงมาช่วยกัน นี่เป็นที่มาของกระบวนการตอนที่ถูกจับ...” 
นายสุมิตรชัย ได้ตั้งประเด็นที่น่าสนใจและชวนคิดกันต่อ...ว่าทำไมถึงมีการจับกุมซ้ำซากถึง 3 ครั้ง?
“...สิ่ง ที่ผมรู้สึกเลยตอนนั้น คือ การตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมชาวบ้านปางแดงถึงมีการถูกจับเป็นครั้งที่3 เพราะว่าผมเองได้ศึกษาและติดตามคดีของปางแดงตั้งแต่ครั้งที่ 2 เมื่อปี 2541 มีโอกาสได้อ่านสำนวนคดี สอบถามข้อมูลจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เพราะมีทั้งนักวิชาการ นักวิจัย ที่ลงไปทำงานในพื้นที่นั้นมากมาย ในช่วงนั้นมีโครงการร่วมกันกับป่าไม้ เจ้าหน้าที่ในท้องที่ ที่จะมีการพัฒนาพื้นที่ตรงนี้ให้เป็นพื้นที่ที่เป็นโครงการร่วมกัน...แต่ แล้วทำไมถึงมีการถูกจับกันเป็นครั้งที่ 3 และประเด็นคำถามต่อมา ก็คือ ทำไมถึงจับ จับแล้วกำลังสนธิ ระหว่างทหาร ตำรวจ อ.ส. ป่าไม้ ลักษณะเหมือนกับครั้งที่1และครั้งที่2 ที่ผ่านมา ซึ่งดูเหมือนกับว่า ยังไม่ได้สรุปบทเรียนอะไรเลย ครั้งแรก ชาวบ้านก็ถูกจับ ถูกติดคุกอยู่บางส่วน แต่ครั้งที่ 2 หลายองค์กรเริ่มมีประเด็นของการเคลื่อนไหว และตอนนั้นได้เข้าไปร่วมในการต่อสู้ มีการตั้งองค์กรเพื่อที่จะเข้ามาทำในเรื่องของกฎหมายโดยเฉพาะ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องปางแดง มีสภาทนายความเข้ามาช่วย”
ใช้รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นเครื่องมือในการต่อสู้                                                                           
นายสุมิตรชัย กล่าวต่อว่า และครั้งนั้นเองก็มีความเคลื่อนไหวที่สำคัญครั้งหนึ่ง โดยมีการใช้รัฐธรรมนูญ 2540 มาเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ มีประเด็นเรื่องของการจับกุมมิชอบ ในเรื่องของการเข้าไปสนธิกำลังจับครั้งที่ 2 ก็บอกว่าเป็นการจับกุมมิชอบ มีการยืนคำร้องต่อศาลในการต่อสู้คดี
“คดี ปางแดงจึงเป็นบทเรียนชิ้นหนึ่งที่กระบวนการยุติธรรมสมัยนั้นเอามาถกกัน เรื่องของการจับกุมมิชอบ และมีท่านหนึ่งที่เขียนออกมาเป็นตำรา โดยท่านได้อ้างถึงคดีของบ้านปางแดง ในปี 2541 กระทั่งมีการจับกุมครั้งที่ 3 อีกครั้ง อย่างที่พวกเรานั้นรู้กันอยู่”
ส่วนราชการอ้าง ‘กฎอัยการศึก’ แต่ทหารที่เข้าร่วมสนธิกำลังปัดไม่ใช่                                                                                     
นาย สุมิตรชัย ยังได้วิเคราะห์ถึงประเด็น การจับกุมชาวบ้านปางแดงนั้นเป็นเรื่องของการจับกุมโดยมิชอบ แต่ในช่วงเวลานั้น ทางส่วนราชการ ที่นำกำลังเข้าจับกุมกลับออกมาอ้างต่อสื่อมวลชน ว่าได้ใช้ ‘กฎอัยการศึก’ จนกลายเป็นประเด็นร้อน และมีการเชิญตัวแทนฝ่ายทหารมาสอบถาม
“ตอน นั้น ทางส่วนราชการได้อ้างต่อหลายฝ่าย รวมทั้งมีการอ้างต่อกรรมาธิการของสมาชิกวุฒสภา(ส.ว.)ด้วยซ้ำไปที่ว่าเขาได้ ใช้ ‘กฎอัยการศึก’ ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ทางกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เรียกหน่วยงานทางทหารมาสอบถามว่า เป็นการใช้กฎอัยการศึกจริงหรือไม่ ซึ่งก็มีตัวแทนทหารมาให้ข้อมูล เขาก็มีการตอบไว้ว่า ‘ไม่ใช่กฎอัยการศึก’ ที่ทหารเข้ามาร่วม ก็เพราะทางหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องนั้นขอความร่วมมือมา และประเด็นเรื่องของกฎอัยการศึกก็มีความชัดเจนในเวทีครั้งนั้นว่า ไม่ใช่เป็นเรื่องของการใช้กฎอัยการศึก นั่นก็หมายความว่า การจับกุมครั้งนั้นเป็นการจับกุมโดยไม่ชอบโดยกฎหมาย ถ้าไม่ใช้กฎอัยการศึก”
นาย สุมิตรชัย กล่าวต่อว่า เพราะว่าในขณะนั้น ยังไม่มี พ.ร.บ.ฉุกเฉิน นั่นหมายความว่า การจะจับกุมผู้ใดในบ้าน ในที่รโหฐาน ก็ต้องมีหมายค้นหรือหมายจับของศาลตามรัฐธรรมนูญ แต่กรณีปางแดง ไม่มีหมายศาล เพราะฉะนั้น ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ชัดเจนมาก และเป็นประเด็นที่ออกสื่อสารมวลชน ต่อหน้าสาธารณะออกไป ว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน
“อย่าง ไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนั้น หลายฝ่ายหลายองค์กรพยายามจะหาเข้าไปดำเนินการช่วยเหลือชาวบ้านปางแดง แต่ก็ไม่ทันการ เมื่อชาวบ้านนั้นอยู่ในเรือนจำไปเรียบร้อยแล้ว อีกทั้ง ไม่สามารถที่จะประกันตัวได้ เพราะว่าพี่น้องชาวบ้านปางแดงนั้นไม่มีหลักทรัพย์ ไม่มีที่ดิน ไม่มีทรัพย์สิน และตอนนั้นก็ไม่สามารถที่จะหาผู้ที่มาประกันตัวได้”
 
โปรดติดตามตอนต่อไป...
http://www.prachatai.com/journal/2010/02/27592


--
โปรดอ่านบล็อก
http://www.pridiinstitute.com
http://www.nakkhaothai.com
http://twitter.com/sweetblog
http://twitter.com/oknewsblog
http://twitter.com/okblogger
http://twitter.com/sat191
http://www.pacc.go.th/
http://twitter.com/okblogchan
http://twitter.com/sun1951
http://twitter.com/smeblogger
http://twitter.com/seminarblog
http://twitter.com/sunnewsblog
http://twitter.com/okworldblog
http://twitter.com/ktblogger
http://twitter.com/sundayblog
http://twitter.com/mondayblog
http://twitter.com/tuesdayblog
http://twitter.com/wednesdayblog
http://twitter.com/thursdayblog
http://twitter.com/fridayblog
http://twitter.com/saturdayblog